Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2291/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คู่ความแถลงขอท้ากันโดยให้ถือเอาคำเบิกความของ ก. เป็นยุติ โดยหาก ก. เบิกความได้ข้อเท็จจริงว่า ก. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสองจำนวน 1,000,000 บาท โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองออกฝ่ายละครึ่ง ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวในส่วนของโจทก์ จำเลยทั้งสองสำรองจ่ายและให้หักออกจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ โจทก์ยอมแพ้คดี แต่หาก ก. เบิกความได้ข้อเท็จจริงไม่ตรงคำท้า จำเลยทั้งสองยอมแพ้ ปรากฏว่า ก. แถลงว่า ก. เป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้รับเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากจำเลยที่ 2 จริง แต่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงกันออกเงินจำนวนดังกล่าวฝ่ายละครึ่ง และไม่ได้ตกลงเรื่องจำเลยทั้งสองทดรองจ่ายในส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และให้หักออกจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ ดังนี้ คำเบิกความของ ก. ได้นัยข้อเท็จจริงตามคำท้าแล้วและไม่เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามข้อโต้เถียง จำเลยทั้งสองจึงต้องแพ้คดีตามที่ท้ากันไว้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 659,375 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันว่า ให้ถือเอาคำเบิกความของนายเกรียงไกรเป็นยุติ โดยหากนายเกรียงไกรเบิกความได้ข้อเท็จจริง เป็นไปตามคำท้า โจทก์ยอมแพ้ แต่หากนายเกรียงไกรเบิกความได้ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามคำท้า จำเลยทั้งสองยอมแพ้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน 659,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2546 ซึ่งศาลชั้นต้นบันทึกไว้มีข้อความว่า คู่ความร่วมกันแถลงขอท้ากันโดยให้ถือเอาคำเบิกความของนายเกรียงไกร เป็นยุติ โดยหากนายเกรียงไกรเบิกความได้ข้อเท็จจริงว่า นายเกรียงไกรซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามไทยการโยธา ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสองจำนวน 1,000,000 บาท โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองออกฝ่ายละครึ่ง ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวในส่วนของโจทก์ จำเลยทั้งสองสำรองจ่ายและให้หักจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ โจทก์ยอมแพ้คดี แต่หากนายเกรียงไกรเบิกความได้ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามคำท้า จำเลยทั้งสองยอมแพ้ หลังจากนั้นปรากฏข้อความจริงตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ว่า

คู่ความทั้งสองฝ่าย และนายเกรียงไกร มาศาล นายเกรียงไกรได้สาบานว่าจะให้การด้วยความสัตย์จริง ศาลสอบถามนายเกรียงไกรตามคำท้าแล้ว นายเกรียงไกรแถลงว่า นายเกรียงไกรเป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามการโยธาได้รับเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากจำเลยที่ 2 จริง แต่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงกันออกเงินจำนวนดังกล่าวฝ่ายละครึ่ง และไม่ได้ตกลงเรื่องจำเลยทั้งสองทดรองจ่ายในส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และให้หักออกจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องแพ้คดีตามที่ท้ากันไว้ ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาถูกต้องแล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า คำเบิกความของนายเกรียงไกรไม่เป็นไปตามคำท้า

เพราะไม่ครบถ้วนในข้อที่ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงออกเงินจำนวนดังกล่าว (1,000,000 บาท) ฝ่ายละครึ่ง และในส่วนของโจทก์ จำเลยทั้งสองทดรองจ่ายและให้หักออกจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีไม่ได้ ต้องให้คู่ความสืบพยานกันต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายเกรียงไกรหาใช่ไม่เป็นไปตามคำท้าซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องแพ้คดีตามที่ท้ากัน ตรงกันข้ามมีนัยเป็นบริบทดังกล่าวทีเดียว ทั้งไม่เป็นไปตามข้อเถียงในคดีที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นเหตุให้ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ สายสอาด · อร่าม เสนามนตรี · อร่าม แย้มสอาด
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - ประเสริฐ เผือดโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - วีรา ไวยหงส์ รินทร์ศรี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2249/2548
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ238/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1333/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้