Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2283/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสิบสองซื้อบ้านและที่ดิน โครงการหมู่บ้าน ศ. 1 โดยจำเลยทั้งสองและ จ. ปกปิดข้อความจริงว่า โครงการหมู่บ้าน ศ. 1 ไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรตามกฎหมายและ จ. แจ้งว่าโครงการจัดให้มีลานจอดรถอันเป็นสาธารณูปโภค โจทก์ทั้งสิบสองชำระเงินครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านแล้ว ดังนั้น เงินค่าซื้อที่ดินและบ้านที่จำเลยทั้งสองได้รับจากโจทก์ทั้งสิบสอง จึงเกิดจากการซื้อขายที่ดินและบ้าน มิใช่เกิดจากการปกปิดข้อความจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดิน ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ขออนุญาตจากทางราชการให้ดำเนินการจัดสรรที่ดิน ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะฉ้อโกงโจทก์ทั้งสิบสอง และที่จำเลยทั้งสองไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินที่ จ. จัดให้เป็นลานจอดรถโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบนั้น มิใช่การปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเพราะจำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ทรัพย์สินไปจากโจทก์ทั้งสิบสองเพราะที่ดินเป็นลานจอดรถยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. ส่วนการที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำมั่นของ จ. ที่ให้ไว้กับโจทก์ทั้งสิบสองเท่านั้น กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2928/2560, 2929/2560, 3021/2560, 3025/2560, 3026/2560, 3027/2560, 3028/2560 ของศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาฉ้อโกงให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 11 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือไม่ ตามทางไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสองได้ความว่า โจทก์ทั้งสิบสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านในโครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 ร่วมกับนางเจือจันทร์ มารดาของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองและนางเจือจันทร์ร่วมกันเปิดขายที่ดินและบ้านโครงการจัดสรรโครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 เมื่อปี 2518 ปิดการขายเมื่อปี 2532 นางเจือจันทร์กับจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ทั้งสิบสองโดยปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า

โครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 ไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 พ.ศ. 2515 และนางเจือจันทร์ยังได้แจ้งต่อโจทก์ทั้งสิบสองว่า นางเจือจันทร์ได้จัดให้มีสาธารณูปโภคอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางสำหรับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและบ้านในโครงการดังกล่าว ได้แก่ ถนนภายในหมู่บ้าน ท่อระบายน้ำ ระบบประปา ไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย พื้นที่ลานจอดรถ สนามเด็กเล่น และสวนสาธารณะ จากการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้จำเลยที่ 1 และนางเจือจันทร์ได้ไปซึ่งเงินค่าซื้อที่ดินและบ้านที่โจทก์ทั้งสิบสองได้ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และนางเจือจันทร์ และจากการที่จำเลยที่ 1 และนางเจือจันทร์ไม่ขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ทำให้ที่ดินที่จัดไว้เป็นสาธารณูปโภคไม่ได้รับการจดแจ้งลงในโฉนดที่ดินว่าที่ดินนั้นอยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดิน

จำเลยที่ 1 กับนางเจือจันทร์จึงนำที่ดินสาธารณูปโภคที่จัดไว้เป็นลานจอดรถไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตน ที่ดินสาธารณูปโภคที่นางเจือจันทร์จัดไว้เป็นลานจอดรถ สนามเด็กเล่น และสวนสาธารณะ จึงตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลงในโครงการจัดสรรหมู่บ้านศุภวรรณ 1 โดยผลของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 พ.ศ. 2515 โจทก์ทั้งสิบสองมีสิทธิเหนือที่ดินสาธารณูปโภคดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 ได้มีการประชุมสมาชิกหมู่บ้านศุภวรรณ 1 จำเลยที่ 2 แจ้งต่อที่ประชุมว่า นางเจือจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557 และจำเลยที่ 2 ได้หลอกลวงโจทก์ทั้งสิบสองว่า จำเลยที่ 2 ไม่รับรู้ที่นางเจือจันทร์ให้คำมั่นสัญญาว่าได้จัดที่ดินส่วนหน้าหมู่บ้านศุภวรรณ 1 ไว้เป็นลานจอดรถ

จำเลยที่ 2 มีเจตนาทุจริตที่จะเอาที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถไปสร้างอาคารเจ็ดชั้นเพื่อให้บุคคลภายนอกเช่าอยู่อาศัย ความจริงแล้วจำเลยที่ 2 ทราบมาโดยตลอดว่า นางเจือจันทร์ให้คำมั่นสัญญากับโจทก์ทั้งสิบสองว่าจะจัดให้ที่ดินสาธารณูปโภคด้านหน้าหมู่บ้านศุภวรรณ 1 เป็นลานจอดรถ เมื่อประมาณปี 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยทั้งสองเจตนาทุจริตด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ทั้งสิบสองว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้น 1 หลัง บนที่ดินสาธารณูปโภคในส่วนที่เป็นลานจอดรถ รวมทั้งได้ขอต่อใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นดังกล่าว จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เริ่มทำการก่อสร้างอาคาร

โจทก์ทั้งสิบสองจึงทราบว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารและขอต่ออายุใบอนุญาต จากการปกปิดความจริงดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสิบสองไม่ได้ไปร้องเรียนคัดค้านการก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินที่เป็นลานจอดรถของหมู่บ้านศุภวรรณ 1 และต้องเสียสิทธิเหนือพื้นดินที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย โดยไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถ สนามเด็กเล่น และสวนสาธารณะที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางได้ เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบสองได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ดังนั้นเงินค่าซื้อที่ดินและบ้านที่จำเลยทั้งสองได้รับจากโจทก์ทั้งสิบสองตามฟ้อง จึงเกิดจากการซื้อขายที่ดินและบ้าน มิใช่เกิดจากการปกปิดข้อความจริงว่า

จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ขออนุญาตจากทางราชการให้ดำเนินการจัดสรรที่ดิน ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะฉ้อโกงโจทก์ทั้งสิบสอง เพราะจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองแล้ว ส่วนฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสองที่ว่า จำเลยทั้งสองปกปิดข้อความจริงเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างและขอต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ทำให้โจทก์ทั้งสิบสองเสียสิทธิในการคัดค้านก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นและเสียสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินสาธารณูปโภค เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบนั้น

มิใช่การปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเพราะจำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสิบสองทราบ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ทรัพย์สินไปจากโจทก์ทั้งสิบสองเพราะที่ดินเป็นลานจอดรถยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเจือจันทร์ ส่วนการที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารเจ็ดชั้นบนที่ดินสาธารณูปโภคที่เป็นลานจอดรถ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำมั่นของนางเจือจันทร์ที่ให้ไว้กับโจทก์ทั้งสิบสองเท่านั้น กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรรยา จีระเรืองรัตนา · ทรงพล สงวนพงศ์ · กมล คำเพ็ญ
ศาลล่าง
ศาลอาญาธนบุรี - นางสาววรศนา เศรณีปราการ
ศาลอุทธรณ์ - นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.566/2565
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ.728/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้