Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2283/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ใช้อุบายอ้างตนเป็นตำรวจร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งแสดงตนว่าเป็นตำรวจ โดยจำเลยที่ 1 แกล้งจับ ป. ใส่กุญแจมือและจะจับผู้เสียหายหาว่าค้าฝิ่นเถื่อน แต่เมื่อผู้เสียหายถอยหลังออกไปไม่ยอมให้จับข้อมือ จำเลยที่ 1 ก็พูดว่า 'เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลุง ลุงเอาเงินให้ฉันพันหนึ่ง แล้วลุงขายฝิ่นต่อไปก็แล้วกัน' โดยจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 มิได้ข่มขืนใจด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญจะทำอันตรายต่อชีวิต เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย หรือของบุคคลที่สามอย่างไรต่อไปผู้เสียหายเรียกบุตรชายซึ่งเดินมาจะเข้าบ้าน จำเลยทั้งสองและป. ก็เดินออกไป เช่นนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกรรโชก จึงไม่เป็นพยายามกรรโชก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งรับราชการเป็นตำรวจร่วมกับจำเลยที่ 1 และเด็กชายประทีป ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ 2 โดยมิชอบ โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อุบายข่มขืนใจแกล้งกล่าวหานายประเสริฐว่าจำหน่ายฝิ่นโดยไม่รับอนุญาต จำเลยกับพวกจะจับกุมนายประเสริฐส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี แต่ถ้านายประเสริฐยินยอมจ่ายเงินให้จำเลยกับพวก 1,000 บาท ก็จะไม่จับตัวไป การกระทำของจำเลยไม่บรรลุผลโดยนายประเสริฐไม่ยินยอมมอบเงินให้ และจำเลยที่ 2 ยังได้กระทำความผิดฐานอื่นอีกด้วย ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 83, 337, 339, 371, 376, 90, 91, 92, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ให้ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่ขอสร้อยคอทองคำ 1 อันให้คืนเจ้าทรัพย์ และให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 860 บาทแก่เจ้าทรัพย์จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษพ้นโทษจริงตามฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148, 86 และมาตรา 337, 80, 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 148, 86ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 92 เป็นจำคุก5 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และ 337, 80, 83, 371, 376 และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุด ให้จำคุก 6 ปี ข้อหาฐานชิงทรัพย์ให้ยก ริบของกลางทั้งหมดเว้นแต่ขอสร้อยคอทองคำ 1 อัน ให้คืนผู้เสียหายโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานชิงทรัพย์ด้วยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า

จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานชิงทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 และให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามกรรโชก นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันพยายามกรรโชกด้วยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายและนายเล็ก นายประทีป อยู่ใต้ถุนบ้านผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองเข้ามาแล้วจำเลยที่ 1 คว้าข้อมือนายประทีปใส่กุญแจมือข้างหนึ่ง และคว้าข้อมือผู้เสียหายดึงมาจะใส่กุญแจมือคู่กับนายประทีป ผู้เสียหายไม่ยอม สะบัดมือหลุดและถามว่า"คุณมาจับผมเรื่องอะไร" จำเลยที่ 1 ตอบว่า ผู้เสียหายค้าฝิ่นเถื่อนผู้เสียหายถามว่า "แล้วคุณเป็นอะไร" จำเลยที่ 1 ตอบว่าเป็นตำรวจผู้เสียหายถามถึงบัตรประจำตัว

จำเลยที่ 1 หันไปบอกจำเลยที่ 2 เอาบัตรให้ดู จำเลยที่ 2 ถลกชายเสื้อคว้าปืนสั้นออกมาพูดว่า "ใช้ได้เหมือนกัน เป็นปืนตำรวจ" แล้วเก็บปืนไว้อย่างเดิม จำเลยที่ 1 จะเข้าจับมือผู้เสียหาย ผู้เสียหายถอยหลังจะหนี จำเลยที่ 1 พูดว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลุง เอาเงินมาให้ฉันพันหนึ่ง แล้วลุงขายฝิ่นต่อไปก็แล้วกัน" ขณะนั้นนายสว่างบุตรผู้เสียหายเดินมาจะเข้าบ้าน ผู้เสียหายจึงเรียกนายสว่าง จำเลยทั้งสองก็พากันเดินออกไปพร้อมกับนายประทีป แล้วจึงไปเกิดเรื่องจำเลยที่ 2 ชิงทรัพย์นางระเบียบและยิงปืนตามฟ้อง จึงวินิจฉัยว่า จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้อุบายอ้างตนเป็นตำรวจร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งแสดงตนว่าเป็นตำรวจ โดยจำเลยที่ 1 แกล้งจับนายประทีปใส่กุญแจมือ และจะจับผู้เสียหายหาว่า

ค้าฝิ่นเถื่อน แต่เมื่อผู้เสียหายถอยหลังออกไปไม่ยอมให้จับข้อมือจำเลยที่ 1 กลับพูดว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลุง ลุงเอาเงินให้ฉันพันหนึ่ง แล้วลุงขายฝิ่นต่อไปก็แล้วกัน" โดยจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 มิได้ข่มขืนใจด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือของบุคคลที่สาม อย่างไรต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 การกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกรรโชก จึงไม่เป็นพยายามกรรโชกตามฟ้องพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย ทองลงยา · สุเมธ ทิพยมนตรี · ผสม จิตรชุ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้