Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 22785)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินแปลงหนึ่งต่างฟ้องกันขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามทิศทางที่อ้างว่าได้ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาทเป็นส่วนสัดแล้ว แม้จะได้ความว่าโจทก์จำเลยยังมิได้ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเป็นส่วนสัดกันอันมิได้เป็นไปตามข้ออ้างในคำฟ้องของแต่ละฝ่ายก็ตาม การที่โจทก์และจำเลยต่างยื่นฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมก็เท่ากับมีความประสงค์จะแบ่งที่พิพาทแล้ว จึงแบ่งที่พิพาทให้ตามที่แต่ละฝ่ายมีสิทธิได้ โจทก์จำเลยต่างปลูกบ้านเรือนไว้บนที่พิพาท การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมศาลย่อมให้แบ่งตามส่วนที่แต่ละฝ่ายและตามทิศทางที่ต่างได้ครอบครอง ทั้งนี้เพื่อมิให้เกิดความเสียหายจากการแบ่งกันหากไม่ตกลงกัน จึงให้ขายโดยประมูลราคากันเองหรือขายทอดตลาด

คำฟ้องและคำให้การ

สำนวนแรกโจทก์ทั้งเก้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3641 โดยโจทก์ที่ 2 มีกรรมสิทธิ์เนื้อที่ 6 ไร่เศษ ครอบครองเป็นส่วนสัดทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดคลองชลประทานยาวตลอดแนวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลยครอบครองด้านติดคลองชลประทานยาวตลอดแนวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน โจทก์ที่ 1 แบ่งขายที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 1ให้โจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 9 โจทก์ทั้งเก้าขอให้จำเลยแบ่งแยกแต่จำเลยไม่แบ่งแยก ขอให้ศาลพิพากษาแบ่งแยกตามที่ครอบครอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์และได้ครอบครองที่ดินมากกว่าที่โจทก์ฟ้องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังจำเลยฟ้องว่า จำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3641 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 50ตารางวาเศษ ได้ครอบครองเป็นส่วนสัดมา 10 ปีเศษแล้ว ต่อมาโจทก์แบ่งขายที่ดินให้ผู้อื่น และไม่ยอมแบ่งแยกที่ดินให้จำเลยตามที่จำเลยครอบครอง ขอให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินตามเนื้อที่ที่จำเลยครอบครองดังกล่าวหากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเพียง 1 ไร่ 2 งาน ครอบครองที่ดินตั้งแต่บริเวณคลองชลประทานยาวตลอดแนวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ นอกนั้นเป็นของโจทก์ โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทเป็นส่วนสัด จำเลยไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยไม่ได้แบ่งแยกครอบครองเป็นส่วนสัด พิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาทั้งสองสำนวนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า เดิมนางกิ๋ง รอดช้างเผือก เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3641 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการจังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา เมื่อวันที่23 พฤศจิกายน 2496 นางกิ๋งได้ขอแบ่งแยกในนามเดิม เนื้อที่คงเหลือ 7 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2503นางกิ๋งตกลงยินยอมให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม จำนวน 1 ใน 7 ส่วนตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเอกสารหมาย ล.1 และเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2514 นางกิ๋งตกลงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมอีกจำนวน 200 ส่วน ในเนื้อที่ที่นางกิ๋งมีอยู่ วันที่ 5กรกฎาคม 2521 นางกิ๋งได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของตนให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2523 โจทก์ที่ 1 ตกลงให้โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวม 115 ส่วน ให้โจทก์ที่ 6 ที่ 7และที่ 8 ถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 55 ส่วน

โจทก์ที่ 9 ถือกรรมสิทธิ์รวม 60 ส่วน และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2525 ให้โจทก์ที่ 4 และที่ 5ถือกรรมสิทธิ์รวม 100 ส่วน เฉพาะส่วนของโจทก์ที่ 1 ส่วนของจำเลยคงมีอยู่ตามเดิม ปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.1และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการได้ให้ช่างรังวัดทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยโจทก์จำเลยเป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 3641 คงมีเนื้อที่เพียง 7 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวาปรากฏตามแผนที่วิวาท

ที่จำเลยฎีกาว่า นางกิ๋งได้ขายที่ดินให้จำเลยครั้งแรกในปี 2503 จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ตามเอกสารหมาย ล.1มีเนื้อที่ 1 ไร่ 50.57 ตารางวา และขายให้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม2514 อีก 200 ส่วน เนื้อที่ 200 ตารางวา ตามเอกสารหมาย ล.2จำเลยมีกรรมสิทธิ์รวมเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 50.57 ตารางวาพยานหลักฐานจำเลยฟังได้ว่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทเนื้อที่1 ไร่ 2 งาน 50.57 ตารางวา เป็นสัดส่วนมาเกินกว่า 10 ปีแล้วจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทนั้น เห็นว่าโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 3641 จำเลยได้ครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จำเลยและพยานจำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทเป็นสัดส่วน

ปรากฏตามแผนที่ท้ายคำให้การของจำเลยมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่เมื่อจำเลยนำชี้ที่พิพาทในการรังวัดทำแผนที่วิวาทและที่ศาลเดินเผชิญสืบตรวจที่พิพาท กลับปรากฏว่า มีบ้าน บ่อหมักปลาแท็งก์น้ำซึ่งเป็นของโจทก์ที่ 1 อยู่ในที่ซึ่งจำเลยอ้างว่าได้ครอบครองด้วย พยานหลักฐานของจำเลยฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาทกับโจทก์ที่ 1 และได้ครอบครองมาเป็นสัดส่วนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยต่างฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม เท่ากับมีความประสงค์จะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมทั้งสองฝ่ายแล้วศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้แบ่งที่พิพาทตามที่แต่ละฝ่ายมีสิทธิไปทีเดียว ที่ดินโฉนดเลขที่ 3641มีเนื้อที่เพียง 7 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา จำเลยมีสิทธิในที่พิพาทโดยการซื้อขายครั้งแรก 1 ใน 7 ส่วน ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม

เอกสารหมาย ล.1 มีเนื้อที่ 1 ไร่ 34.28 ตารางวาและตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม เอกสารหมาย ล.2 มีเนื้อที่อีก 200 ตารางวา รวมจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่2 งาน 34.28 ตารางวา โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 มีกรรมสิทธิ์รวม6 ไร่ 5.72 ตารางวา แต่ปรากฏว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวม ต่างได้เข้าไปปลูกบ้านเรือนไว้บนที่พิพาทอาจจะได้รับความเสียหายในการแบ่งได้ จึงเห็นสมควรให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาทให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยตามส่วนของแต่ละฝ่ายและตามทิศทางที่ต่างได้ครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยไม่แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาทให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยร่วมกันดำเนินการของแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 3641 ตำบลท้ายบ้านอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้จำเลยได้รับส่วนแบ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้งที่ซึ่งได้ปลูกบ้านเรือนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 34.28 ตารางวา ให้โจทก์ได้รับส่วนที่เหลือรวมทั้งที่ซึ่งได้ปลูกบ้านเรือน เนื้อที่ 6 ไร่ 5.72 ตารางวาหากไม่ตกลงกัน จึงให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาด

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน นนทแก้ว · พนม พ่วงภิญโญ · ประเสริฐ บุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้