Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 22758)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และรถคันที่จำเลยที่ 3 ขับได้ประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 3 กับผู้ตายขับรถชนกันโดยประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยทั้งสามกับผู้ตายจะต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เจ้าของรถคันที่ผู้ตายขับซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเท่ากันแต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฟ้องผู้ตายให้ร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายด้วยจำเลยทั้งสามก็ควรจะรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงกึ่งหนึ่ง และเนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกชำระได้แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่อุทธรณ์ฎีกาก็ให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่ 3ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245(1) ความรับผิดระหว่างจำเลยทั้งสามกับโจทก์ที่ 2 ภริยาของผู้ตาย โจทก์ที่ 3 บุตรของผู้ตายจึงต้องเป็นพับ กันไป.

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาและพิพากษาสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2522 จำเลยที่ 1ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน น.ฐ. 26615ซึ่งจำเลยที่ 1 รับประกันภัยไว้ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ไปตามถนนเพชรเกษมด้วยความประมาท เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 99-100 ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เป็นถนนทางโค้งมีทางรถไฟตัดผ่านกับถนนเพชรเกษมมีเครื่องกั้นและเครื่องให้สัญญาณปิดกั้นอยู่และรถไฟกำลังแล่นผ่าน พนักงานรถไฟได้ให้สัญญาณไฟและเสียง และนำแผงปิดกั้นรถยนต์ลงเพื่อกั้นมิให้รถยนต์แล่นผ่าน จำเลยที่ 3 เห็นสัญญาณดังกล่าวแล้วไม่ได้ชะลอหรือหยุดรถเพื่อรอให้รถไฟแล่นผ่านไปก่อน

ขับรถยนต์ด้วยความเร็วฉวัดเฉวียนหักหลบสัญญาณกั้นถนนเข้าไปในทางจราจรของรถที่แล่นสวนทางมาเพื่อให้พ้นเครื่องกั้นถนนเป็นเหตุให้รถยนต์เสียหลักพุ่งเข้าชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ร.บ. 16562ของโจทก์ที่ 1 มีนายวิวัฒน์ มังคลรังษี สามีโจทก์ที่ 2 และบิดาโจทก์ที่ 3 เป็นผู้ขับและรอสัญญาณรถไฟอยู่ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 เสียหาย นายวิวัฒน์ถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 250,000 บาทโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 350,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 400,000บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การว่า

นายวิวัฒน์ มังคลรังษี ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ร.บ. 16562 ด้วยความประมาทด้วยความเร็วสูงไม่ชะลอความเร็วและหยุดรถเมื่อถึงหัวเลี้ยวทางแยกซึ่งมีป้ายจราจรให้หยุดดูซ้ายขวาให้ปลอดภัยเสียก่อน เลี้ยวขวาตัดหน้ารถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน น.ฐ. 26615 ซึ่งวิ่งมาทางตรง จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 จะรับผิดตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัย ในกรณีที่รถยนต์ดังกล่าวก่อความเสียหายแก่บุคคลภายนอกไม่เกิน 100,000 บาท และต่อชีวิตร่างกายของบุคคลภายนอกครั้งละไม่เกิน 10,000 บาท ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามฟ้องสูงเกินสมควร ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาสำนวนหลัง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ที่ 2 เป็นจำเลย โดยฟ้องว่า นายวิวัฒน์ มังคลรังษี สามีของโจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ร.บ. 16562 ด้วยความเร็วสูงและประมาทตัดหน้ารถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน น.ฐ. 26615 เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันดังกล่าวชนกัน รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน น.ฐ. 26615ได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,868 บาทและของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 52,500 บาท และขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้อง ของจำเลยที่ 1เป็นเงิน 36,510 บาท ของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 4,937.50 บาท ขอบังคับให้โจทก์ที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,233.10บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 57,437.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 5,868 บาท และ 52,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ที่ 2 ให้การว่า เหตุรถชนกันเกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกร้องสูงเกินสมควระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกส่วนสำนวนหลังศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 1ร่วมรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 รวมกัน430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวจำนวน 10,000 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีสำนวนที่สองให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่1 เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ร.บ. 16562 โจทก์ที่ 2เป็นภริยาของนายวิวัฒน์ มังคลรังษี ผู้ตายโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรผู้ตายกับโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน น.ฐ. 26615 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์ดังกล่าว และเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และเกิดชนกันกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน

ร.บ. 16562 ซึ่งมีผู้ตายเป็นคนขับได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 1 ซ่อมรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน น.ฐ. 26615 เป็นเงิน 5,868 บาท...ในปัญหาที่ว่า โจทก์ที่ 1 เสียค่าซ่อมรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนร.บ. 16562 จำนวนเท่าใดนั้น... ที่ศาลล่างกำหนดค่าเสียหายรถของโจทก์ที่ 1 มานั้นเหมาะสมแล้ว แต่เนื่องจากผู้ตายและจำเลยที่ 3ประมาทด้วยกัน โจทก์ที่ 1 เป็นบุคคลภายนอก ผู้ตายและจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฟ้องผู้ตายให้ร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายด้วย จำเลยก็ควรจะรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1เพียงกึ่งหนึ่ง ดังนั้นจำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 75,000 บาท แต่เนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกชำระได้

แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่อุทธรณ์ฎีกาก็ให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่ 3 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) และเมื่อฟังว่าผู้ตายมีส่วนขับรถยนต์โดยประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลยที่ 3ดังกล่าวแล้ว ความรับผิดระหว่างจำเลยทั้งสามกับโจทก์ที่ 2 ที่ 3จึงต้องเป็นพับกันไป จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ที่ 3พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ในสำนวนแรกและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน75,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญส่ง วรรณกลาง · ประชา บุญวนิช · นิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้