Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2269/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 เป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามมาตรา 214 เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวและต้องเสียเปรียบเนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้เพราะการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือเจ้าหนี้ที่ยังมิได้ฟ้องร้องเพื่อให้บังคับชำระหนี้ก็ตาม ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 240 หมายถึง เจ้าหนี้ได้รู้ทั้งข้อที่ว่าลูกหนี้กระทำนิติกรรมที่จะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ และข้อที่ว่าลูกหนี้รู้ว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ซึ่งการรู้ต้นเหตุในกรณีโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลหมายถึงการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้แทนผู้แสดงเจตนาความประสงค์ของโจทก์ ไม่อาจถือว่าการรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลของพนักงานอัยการที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีแพ่งเดิมเป็นการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ ขณะเกิดเหตุทำหน้าที่หัวหน้าศูนย์ปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติที่ 9 จำเลยที่ 1 ทุจริตเบียดบังยักยอกเงินเพื่อปลูกสร้างสวนป่าทดแทนไปจากโจทก์เป็นเงิน 979,000 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 648/2535 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2535 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 979,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2525 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทราบคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรชายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2535 หลังจากจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องแล้ว จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 2และทำบันทึกการหย่าโดย จำเลยที่ 1 ตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน(บางซื่อ)

กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2535 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ที่เคยยกให้จำเลยที่ 2 ในบันทึกการหย่าให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ และวันที่ 14 ธันวาคม 2535 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 91475พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่เคยยกให้จำเลยที่ 2 ในบันทึกการหย่า ให้แก่จำเลยที่ 2 การทำนิติกรรมดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของโจทก์ได้กระทำไปโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบและจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกที่โจทก์จะยึดมาชำระหนี้ได้

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ผู้รับโอนรู้ข้อความจริงดังกล่าวอันทำให้โจทก์ต้องเสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 และโฉนดเลขที่ 91475 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ในการจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2535 และขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 และเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม และให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนเป็นของจำเลยที่ 1 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากมูลหนี้ที่โจทก์กล่าวอ้างคดียังไม่ถึงที่สุด เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่)อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร และมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว การโอนที่ดินตามทะเบียนไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินโดยสุจริตและไม่ได้รู้เห็นในมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การโอนที่ดินพิพาทไม่เป็นการฉ้อฉลโจทก์และคดีโจทก์ขาดอายุความ

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ในการจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 21สิงหาคม 2535 ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่)อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 และให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ)กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสี่ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เคยเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ จำเลยที่ 2 เคยเป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2535 ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 648/2535 ให้จำเลยที่ 1ชำระเงินจำนวน 979,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หลังฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 648/2535 แล้ว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกการหย่าโดยยกที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 และที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 กลับจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยเสน่หาและจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอย่างอื่นพอชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 648/2535 ที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

ศาลฎีกาเห็นว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 214 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น เจ้าหนี้ที่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึงเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวและต้องเสียเปรียบเนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้เพราะการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ทั้งนี้ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ในหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือแม้กระทั่งเจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังมิได้มีการฟ้องร้องเพื่อให้บังคับชำระหนี้ก็ตามการฟ้องของโจทก์จึงเข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยทั้งสี่ฎีกาต่อไปว่า โจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 648/2535 ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชในฐานะผู้แทนโจทก์ย่อมทราบเรื่องต่าง ๆ ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 เคยยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาตามเอกสารหมาย ล.9 และ ล.10 หลังจากโจทก์รับสำเนาอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาแล้ว โจทก์ได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชดำเนินการคัดค้านคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ซึ่งก่อนจะยื่นคำร้องคัดค้านโจทก์ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ แล้ว โจทก์ทราบมูลเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2536 ซึ่งเป็นวันที่พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี

การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2537จึงขาดอายุความ ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 บัญญัติว่า การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เห็นได้ว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ซึ่งต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนี้ย่อมหมายถึงเงื่อนไขดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 237 คือทั้งข้อที่ว่า ลูกหนี้กระทำนิติกรรมที่จะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ และข้อที่ว่าลูกหนี้รู้ว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบนั่นเอง

อนึ่ง เนื่องจากโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลซึ่งมีอธิบดีกรมป่าไม้เป็นผู้แทน การรู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนจึงย่อมหมายถึงการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้แสดงเจตนาอันเป็นความประสงค์ของโจทก์ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าในคดีนี้ถือว่าโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2536ซึ่งเป็นวันที่พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชยื่นคำคัดค้านคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนโจทก์เฉพาะการดำเนินคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 648/2535 จึงไม่อาจถือว่าการรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลของพนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์

ส่วนการรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนของนายผ่อง เล่งอี้ อธิบดีกรมป่าไม้ขณะนั้น ได้ความจากพยานโจทก์ปากร้อยตรีบุญลี่ จัทราภาณุกร ซึ่งรับราชการตำแหน่งผู้อำนวยการกองนิติการและนายผ่อง เล่งอี้ ว่านายผ่องได้รับรายงานข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 และขอให้ดำเนินการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลจากร้อยตรีบุญลี่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งความข้อนี้ฝ่ายจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบคัดค้าน จึงรับฟังได้ว่านายผ่องอธิบดีกรมป่าไม้ขณะเกิดเหตุรู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 โจทก์มาฟ้องคดีนี้วันที่ 23 มีนาคม 2537 จึงไม่พ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน

ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกันจำเลยทั้งสี่ฎีกาต่อไปว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 และเลขที่ 91475 พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว โดยเป็นสินส่วนตัวก่อนสมรสในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานทั้งของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทั้งสี่ต้องกันว่าที่ดินทั้งสองแปลงได้มาระหว่างสมรส กล่าวคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.23 ได้มาโดยการซื้อจากนายจำรัส ทองมา และนางมลิวัลย์ ทองมา เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2522 และที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.21 ได้มาโดยการซื้อจากบริษัทธนธารา จำกัด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2522 ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2

อนึ่ง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ที่ฝ่ายจำเลยทั้งสี่นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อโดยการผ่อนชำระก่อนจะสมรสกับจำเลยที่ 1 นั้น ก็ได้ความจากพยานจำเลยทั้งสี่ปาก นายจำรัส ทองมา ซึ่งแบ่งขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ว่า พยานกับภริยาตกลงขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วประมาณ 7 ถึง 8 ปี จึงได้โอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2522 จากคำเบิกความของพยานดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินเมื่อประมาณปี 2514 หรือปี 2515 หรือก่อนเวลาดังกล่าวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากไม่ปรากฏว่าเมื่อผ่อนชำระราคาที่ดินแล้วมีการทอดเวลาการโอนที่ดินออกไป จึงฟังได้ว่า เงินที่ชำระเป็นราคาที่ดินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นเงินที่ผ่อนชำระระหว่างสมรส ที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 จึงมิใช่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 เมื่อที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสจึงเป็นส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละครึ่ง

ฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ต่อไปว่า การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 และเลขที่ 91475 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสี่รู้ว่าเป็นทางให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสี่ฎีกาข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4เป็นการโอนให้โดยเสน่หา จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รู้ข้อเท็จจริงหรือไม่ ไม่ถูกต้อง เพราะความจริงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อีกทีหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 สุจริตจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 สุจริตด้วยนั้น ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกการหย่าโดยจำเลยที่ 1 ตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 และที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาทะเบียนหย่า

เอกสารหมาย จ.22 หลังจากที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1ชดใช้เงินที่ยักยอกไปโดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอย่างอื่นพอชำระหนี้โจทก์ เชื่อว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมยอมกันทำบันทึกการหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิอยู่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ทั้งแปลง ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยความยินยอมและตามความประสงค์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการให้โดยเสน่หาและผูกพันจำเลยที่ 2 ด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้ข้อเท็จจริงที่ทำให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบหรือไม่

สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 91475 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำเลยที่ 1 ก็โอนขายแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หาเช่นเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่และได้โอนทรัพย์ของตน ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จนไม่อาจชำระหนี้แก่โจทก์ได้เช่นนี้เป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ เมื่อกรณีเป็นการโอนให้โดยเสน่หา แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวโจทก์ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ได้ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นโดยสรุปจากข้อวินิจฉัยดังกล่าวมาศาลฎีกาเห็นว่า การโอนที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลยที่ 1 เป็นการฉ้อฉลโจทก์ แต่เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 ซึ่งจำเลยที่ 1โอนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นที่ดินที่เป็นสินสมรสส่วนของจำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่งนิติกรรมการโอนเฉพาะในส่วนนี้ย่อมไม่อยู่ในข่ายจะถูกเพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้เพิกถอนการโอนที่ดินแปลงนี้ทั้งแปลง ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18961ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ครึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชัย วิวิตเสวี · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5686/2561

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่ส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19883/2555

การเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันลูกหนี้ได้กระทำกับผู้ได้ลาภงอก แต่เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2551

จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น ไม่มีสิทธินำที่ดินส่วนที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2550

การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับจำเลยที่ 1 โดยก่อนจะมีการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้นำเช็คมาแลกเงินสดไปจากจำเลยที่ 2 รวม 10 ฉบับ เป็นเงิน 597,000 บาท ภายหลังจากเช็ค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2548

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบปีบัญชี 2539 จำนวน 18,779 บาท ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของพนักงานโจทก์ถึง 8,000,000 บ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้