Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2266/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์และมิได้ชำระหนี้คืนโจทก์ โจทก์ได้หักเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2เข้าชำระหนี้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2527 เป็นเงิน 2,000,000 บาทและต่อมาได้หักทอนบัญชีกันเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2527จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่ 586,293.50 บาท ปรากฏตามภาพถ่ายบัญชีกระแสรายวันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ดังนี้แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่า ในวันที่ 26 เมษายน 2527 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์หักเงินฝากของจำเลยที่ 2 ใช้หนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 เป็นหนี้อยู่จำนวนเท่าใด เมื่อหักหนี้แล้วเหลืออยู่เท่าใดก็ตาม แต่จากข้อความดังกล่าวย่อมเป็นการชัดแจ้งอยู่แล้วว่า ในวันที่โจทก์หักเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2ชำระหนี้ นั้น จำเลยที่ 1 ย่อมจะเป็นหนี้โจทก์อยู่เกินกว่า2,000,000 บาท ทั้งตามภาพถ่ายบัญชีกระแสรายวันเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ปรากฏรายการชัดแจ้งด้วยว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด ฟ้องโจทก์ชอบด้วยป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ไม่เคลือบคลุม.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ เป็นจำนวนเงิน 2,500,000 บาทโดยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีไปในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดส่งดอกเบี้ยทุกเดือน ภายในวันที่5 ของเดือน หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ส่งดอกเบี้ยยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นทบเข้ากับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีทันที่ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และได้มอบเงินฝากประจำ 12 เดือน บัญชีเลขที่1022060741 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ไว้ และยินยอมให้โจทก์หักเงินฝากกจำนวนดังกล่าวเข้าชำระหนี้ที่ค้างได้ทั้งสิ้นโดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้า

จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์เรื่อยมาจนเกินกำหนดตามสัญญาแล้ว แต่มิได้ชำระหนี้คืนให้โจทก์ โจทก์จึงได้หักเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 เข้าบัญชีหนี้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2527 เป็นจำนวน 2,000,000 บาท และต่อมาได้หักทอนบัญชีกันเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2527 จำเลยที่ 1 คงเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่เป็นเงินจำนวน 586,293.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 586,293.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี โดยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และได้ทำหนังสือยอนยอมมอบเงินฝากเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์จริง

หนังสือต่ออายุสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 เป็นหนังสือที่โจทก์ทำปลอมขึ้นเพราะโจทก์ให้จำเลยที่ 2 เซ็นชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเท่านั้น ส่วนข้อความอื่น ๆ โจทก์กรอกเพิ่มเติมขึ้นในภายหลัง ส่วนจำเลยที่ 1จะเป็นลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เมื่อสิ้นวันที่ 20มิถุนายน 2526 เป็นเงินจำนวน 3,318,083.63 บาท จริงหรือไม่จำเลยที่ 2 ไม่ทราบ และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์เพราะจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงต่อสัญญากันเอง โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าก่อนที่โจทก์จะหักเงินฝากของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1นั้น จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์อยู่จำนวนเท่าใดและเมื่อโจทก์หักเงินฝากของจำเลยที่ 2 แล้ว

จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่อีกจำนวนเท่าใด ขึ้นตอนของการหักบัญชีเพื่อหักกลบลบหนี้ตามวิธีการของธนาคารดำเนินการอย่างไร และโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าได้หักเงินฝากของจำเลยที่ 2 ไปแล้ว จำเลยที่ 2จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดชำระหนี้ให้โจทก์ แต่โจทก์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และขอฟ้องแย้งโจทก์ด้วยว่าโจทก์ทำการโดยละเมิดต่อสิทธิของจำเลยที่ 2 ที่ได้หักเงินในบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายคือต้องเสียเงินไปจำนวน 2,000,000 บาท กับต้องขาดประโยชน์ที่ไม่ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,000,000บาท นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2527 เป็นต้นไป

เพราะจำเลยที่ 2 ฝากเงินไว้กับโจทก์ประเภทประจำ โจทก์ตกลงชำระดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ12.5 ต่อปี จึงขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน2,000,000 บาท คืนให้จำเลยที่ 2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ12.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2527เป็นต้นไปจนถึงวันให้การและฟ้องแย้งคิดเป็นเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 262,328.74 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.5ต่อปี จากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้จำเลยที่ 2 ครบถ้วนโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 586,293.50 บาท

พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21กุมภาพันธ์ 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 586,293.50 บาทนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ1,500 บาทจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นประการแรกว่า

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยอ้างว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าวันที่26 เมษายน 2527 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์หักเงินฝากของจำเลยที่ 2 ใช้หนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 เป็นหนี้อยู่จำนวนเท่าใด เมื่อหักแล้วเหลือหนี้เท่าใด ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจต่อสู้คดีได้ เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์และมิได้ชำระหนี้คืนโจทก์ โจทห์ได้หักเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 เข้าชำระหนี้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2527 เป็นเงินจำนวน2,000,000 บาท และต่อมาได้หักทอนบัญชีกันเมื่อวันที่ 30พฤศจิกายน 2527 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่586,293.50 บาท ปรากฏตามภาพถ่ายบัญชีกระแสรายวันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 จากข้อความดังกล่าวย่อมเป็นการชัดแจ้งอยู่แล้วว่าในวันที่โจทก์หักเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้นั้น

จำเลยที่ 1ย่อมจะเป็นหนี้โจทก์อยู่เกินกว่า 2,000,000 บาท ทั้งตามภาพถ่ายบัญชีกระแสรายวันเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ปรากฏรายการโดยชัดแจ้งด้วยว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด ฟ้องโจทก์ขอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา172 วรรคสอง จึงไม่เคลือบคลุม...จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ผิดสัญญาโจทก์จึงหักบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เข้าชำระหนี้ไม่ได้และการหักเงินฝากของจำเลยที่ 2 เข้าชำระหนี้นั้น โจทก์จะต้องบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ก่อน หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระโจทก์จึงมีสิทธิหักเงินฝากเข้าชำระหนี้ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือยินยอมมอบเงินฝากให้ไว้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย

จ.10 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.10 ข้อ 2 ระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 2 หรือที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในประการที่ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 ชำระหนี้หรือค่าเสียหายได้แล้ว จำเลยที่ 2 ยินยอมให้โจทก์หักเงินฝากไปชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบล่วงหน้าก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิหักเงินฝากของจำเลยที่ 2ชำระหนี้ได้ตามสัญญาโดยไม่ต้องบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ก่อนฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 586,293.50 บาท

นับตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2528 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้แก่โจทก์ มิใช่คิดตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2527 นั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์หักทอนบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2527 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ยังคงเป็นหนี้โจทก์ 586,293.50 บาท แต่โจทก์ได้ประกาศทวงถามจำเลยที่ 1 ทางหนังสือพิมพ์ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2528 ให้จำเลยที่ 1 จัดการชำระหนี้ซึ่งคิดคำนวณเพียงวันที่ 28 ธันวาคม 2527เป็นเงิน 586,293.50 บาท ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่ประกาศตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งครบกำหนดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2528แต่จำเลยที่ 1 หาได้ชำระหนี้ไม่ ดังนี้ แม้จะถือว่าจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2528 แต่ก่อนหน้านั้นโจทก์ก็มีสิทธิจะได้ดอกเบี้ยตามสัญญามิใช่โจทก์มีสิทธิได้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดเท่านั้น และเห็นว่าจำนวนเงินที่หักกลบลบหนี้กันแล้วซึ่งไม่มีเงินฝากเป็นประกัน

โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ตามหนังสือต่ออายุสัญญาเอกสารหมาย จ.11ข้อ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้วก็ยังต้องเสียดอกเบี้ยในอัตรานี้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาทแทนโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1088/2566

คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง "ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ" ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/6 (3) ประกอบมาตรา 90/3 กิจการของลูกหนี้ไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4269/2565

แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกปัญหาว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นอ้างในคำให้การ แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2563

การปรับข้อเท็จจริงตามฟ้องว่าจะเข้าลักษณะมูลหนี้สัญญาหรือมูลหนี้ละเมิดนั้น เป็นข้อหารือบทซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายเอง โดยโจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่จำเลยได้กระทำ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิก็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2075/2563

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคาร ม. ให้แก่ธนาคาร ก. กำหนดการโอนกิจการ ให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของโจทก์โดยให้ดูแลลูกหนี้เจ้าหนี้นั้น ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2562

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นจากโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท โจทก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้