Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 ได้ออกหนังสือค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ขอรับเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโจทก์ในการยื่นซองประกวดราคาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ไม่สามารถเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ได้แล้วจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ชำระเงินค่าเสียหายแทนจำเลยที่ 1 หนังสือค้ำประกันฉบับนี้มีกำหนดอายุค้ำประกัน120 วัน โดยโจทก์จะต้องแจ้งการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 ทราบภายในกำหนดดังกล่าวด้วย ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ยอมไปทำสัญญาก่อสร้างกับโจทก์ตามที่ยื่นซองประกวดราคาได้ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ที่ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ในข้อที่โจทก์ไม่ได้บอกเรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกวดราคา ให้จำเลยที่ 3 ทราบภายในระยะเวลาที่ค้ำประกันเพียงแต่ขอให้ไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ก่อนก็ตามก็ไม่เป็นการสละข้อต่อสู้ในเรื่องระยะเวลาค้ำประกันดังนั้น ภายหลังเมื่อถูกโจทก์ฟ้องแล้ว จำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิให้การต่อสู้คดีโดยยกข้อต่อสู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่รวมทั้งเหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อเถียงเพื่อปฏิเสธความรับผิดของตนได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ได้ยกเหตุดังกล่าวให้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแล้วและข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบภายในกำหนดระยะเวลาที่ค้ำประกันว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกวดราคาต่อโจทก์ โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ประกาศเรียกประกวดราคางานก่อสร้างอาคารที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข โรงรถชั้นเดียว ถมดิน พร้อมรั้วและลานคอนกรีต เมื่อโจทก์ตกลงเลือกผู้เข้าประกวดราคารายใดให้เป็นผู้รับจ้างและนัดให้ไปทำสัญญาแล้ว ผู้ถูกเลือกจะต้องไปทำสัญญาภายในกำหนด หากไม่ยอมไปทำสัญญาโจทก์จะริบเงินมัดจำซองทั้งหมด และหากปรากฏว่าโจทก์ต้องจ่างผู้อื่นแพง กว่าราคาที่เสนอไว้รวมกับเงินประกันที่ยึดไว้ผู้เสนอราคาต้องชดใช้ราคาส่วนที่เกิดด้วย จำเลยที่ 1 ได้ยื่นซองประกวดราคาต่อโจทก์เสนอเงินค่าก่อสร้าง 2,840,242.30 บาท โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการประกวดราคากับโจทก์ว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขในการยื่นซองประกวดราคาเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย และโจทก์ไม่สามารถเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ได้

จำเลยที่ 3 รับเป็นผู้ชำระเงินค่าเสียหายแทนในวงเงินไม่เกิน 143,700บาท ต่อมาโจทก์ได้พิจารณาให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชนะการประกวดราคาได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญากับโจทก์ในวันที่ 21กันยายน 2521 ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2521 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือขอผัดการลงนามในสัญญาก่อสร้างภายในวันที่ 13 ตุลาคม 2521ครบกำหนดตามที่ขอจำเลยที่ 1 ก็มิได้มาลงนามในสัญญา โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ และขออายัดเงินประกันซอง จำนวน 143,700 บาทตามสัญญาค้ำประกัน ครั้นวันที่ 27 เมษายน 2522 โจทก์มีหนังสือแจ้งยกเลิกการว่าจ้างไปยังจำเลยที่ 1 และขอริบเงินประกันซองจำนวน 143,700 บาท และขอสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอื่น ๆอันอาจจะพึงมีตามภาระผูกพันที่มีต่อกันด้วย

โจทก์ได้จ้างนายเชื้อ คชานุรักษ์ ให้เป็นผู้ทำการก่อสร้างใหม่ในราคา4,290,000 บาท จนแล้วเสร็จ โจทก์ได้รับความเสียหายจะต้องจ่ายเงินสูงกว่าจำนวนที่จำเลยที่ 1 เสนอราคา 1,449,757.70 บาทขอให้จำเลยทั้งสามที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า การที่โจทก์จ้างให้นายเชื้อ คชานุรักษ์ ค้ำประกันที่ทำไว้ให้กับโจทก์ เพราะตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 3 คชานุรักษ์ ตามลำพัง โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ เป็นความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นด้วยไม่ใช่ผลจากการกระทำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ให้กับโจทก์

เพราะตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 3ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2521 ถึงวันที่20 ตุลาคม 2521 เท่านั้น ตามสัญญาค้ำประกันโจทก์จะต้องแจ้งการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 ทราบก่อนหมดระยะเวลาค้ำประกันโจทก์เพียงแต่โทรเลขแจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ไปทำสัญญาให้เรียบร้อยจึงขออายัดเงินตามหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 ไว้ก่อนเท่านั้นยังไม่มีการแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกวด ราคากับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะขออายัดเงินตามโทรเลข เพราะไม่มีการวางหลักทรัพย์ประกันไว้กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน710,060.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำฟ้อง คำให้การและพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำสืบว่า โจทก์ได้ประกาศเรียกประกวดราคาก่อสร้างอาคารที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขและโรงรถที่อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ตามประกาศเรียกประกวดราคาเอกสารหมาย จ.3 โดยกำหนดเงื่อนไขในการประกวดราคาตามเอกสารหมาย จ.5วันที่ 21 มิถุนายน 2521 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นใบประกวดราคาในนามของจำเลยที่ 1 เสนอค่าก่อสร้างราคา 2,840,242.30 บาท โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาจำนวนเงิน 143,700 บาท ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 วันที่ 14 กันยายน 2521 โจทก์มีหนังสือให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ตกลงรับราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอ ให้จำเลยที่ 1 ไปจัดทำสัญญาก่อสร้างดังกล่าวในวันที่ 21 กันยายน 2521ตามเอกสารหมาย

จ.8 จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 15 กันยายน 2521ถึงผู้อำนวยการก่อสร้างบำรุงรักษาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะลงนามในสัญญาวันที่ 13 ตุลาคม 2521 และขอต่อสัญญาก่อสร้างอีก 90 วันตามเอกสารหมาย จ.41 ถึงกำหนดวันที่ 13 ตุลาคม 2521 จำเลยที่ 1ไม่ไปลงนามในสัญญา โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 ตุลาคม 2521 ให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาในวันที่ 30 ตุลาคม 2521 ตามเอกสารหมาย จ.21แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ไปทำสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือและโทรเลขแจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาในวันอื่นอีกหลายครั้ง แต่จำเลยที่ 1ก็ขอผัดผ่อนการลงนามในสัญญาไปอีก ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2522 ขอปรับปรุงเพิ่มราคาค่าก่อสร้างเป็นเงิน 3,550,302.50 บาท โดยอ้างว่าวัสดุก่อสร้างมีราคาสูงขึ้นตามเอกสารหมาย

จ.39 โจทก์ได้มีหนังสือตอบปฏิเสธไปในที่สุดโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 27 เมษายน 2522 ถึงจำเลยที่ 1 ขอยกเลิกการตกลงว่าจ้าง และขอริบเงินประกันซองประกวดราคาจำนวน143,700 บาท ทั้งขอสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอื่นอันจะพึงมีตามภาระผูกพันที่มีต่อกัน ตามเอกสารหมาย จ.29 จำเลยที่ 1มีหนังสือตอบมาว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจทำสัญญากับโจทก์ได้เพราะเหตุสุดวิสัยจึงขอเลิกสัญญาและปฏิเสธว่าโจทก์ริบเงินมัดจำไม่ได้ตามเอกสารหมาย จ.42 ภายหลังโจทก์ได้เรียกประกวดราคาใหม่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2522 แต่เมื่อถึงกำหนดไม่มีผู้มายื่นซองประกวดราคา โจทก์จึงให้ดำเนินการจ้างโดยวิธีพิเศษตามระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.48 ในการดำเนินการจ้างโดยวิธีพิเศษมีผู้เสนอราคารวม 5 ราย

นายเชื้อ คชานุรักษ์เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดเป็นเงิน 4,290,000 บาท คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคามีความเห็นว่าราคาสูงไป เห็นสมควร ยกเลิกการสืบราคาตามเอกสารหมาย จ.56 แต่ในที่สุดผู้ว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้อนุมัติให้ว่าจ้างนายเชื้อเป็นผู้ทำการก่อสร้างในราคาดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.50 นายเชื้อได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเสร็จไปแล้ว โจทก์ต้องจ่ายเงินค่าก่อสร้างเพิ่มมากกว่าราคาที่จำเลยที่ 1 ประมูลได้จำนวน 1,449,757.70 บาทปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เพียงใดและจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ในปัญหาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เพียงใด

ประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เห็นด้วยกับที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 รับผิดในราคาค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่จำเลยที่ 1 ประมูลได้เป็นเงิน710,060.20 บาท โดยนำราคาค่ารับจ้างที่จำเลยที่ 1 เสนอในการยื่นซองประกวดราคา (2,840,242.30 บาท) ไปหักออกจากราคาค่ารับจ้างที่จำเลยที่ 1 ขอปรับปรุงและเสนอต่อโจทก์(3,550,302.50 บาท) โจทก์ฎีกาว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ละทิ้งงานไม่ไปทำสัญญาตามที่ประกวดราคาได้ โจทก์ได้จ้างนายเชื้อ คชานุรักษ์ก่อสร้างอาคารของโจทก์ในราคา 4,290,000 บาท โดยการใช้วิธีพิเศษตามระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.48 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินส่วนที่โจทก์ต้องจ้างผู้อื่นแพงกว่าเป็นเงิน 1,449,757.70 บาท ตามเงื่อนไขในการประกวดราคาเอกสารหมาย จ.5

พิเคราะห์แล้ว ตามเงื่อนไขในการประกวดราคาข้อ 5.4 ตามเอกสารหมาย จ.5 ระบุว่า เมื่อการสื่อสารแห่งประเทศไทยตกลงเลือกผู้เข้าประกวดราคารายใดให้เป็นผู้รับจ้างและนัดให้ไปทำสัญญาแล้ว ผู้ถูกเลือกจะต้องไปทำสัญญาภายในกำหนด ฯลฯ หากผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นผู้รับจ้างรายใดบิดพลิ้วไม่ยอมไปทำสัญญาด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะริบเงินมัดจำซองที่ได้ยื่นไว้ทั้งหมดและหากปรากฏว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทยต้องจ้างงานรายนี้จากผู้อื่นแพงกว่าราคาที่เสนอไว้รวมกับเงินประกันที่ยึดไว้แล้ว ผู้เสนอราคายินยอมที่จะชดใช้ราคาในส่วนที่เกินนั้นด้วย เห็นว่า ตามเงื่อนไขในการประกวดราคาดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดเจนว่าให้ผู้เข้าประกวดราคา ซึ่งในที่นี้หมายถึงจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการที่โจทก์ต้องจ้างผู้อื่นทำงานนี้ในราคาสูงกว่าที่ผู้เข้าประกวดราคาเสนอราคา

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมไปทำสัญญาก่อสร้างกับโจทก์ตามที่ยื่นซองประกวดราคาได้ ทำให้โจทก์ต้องว่าจ้างนายเชื้อก่อสร้างอาคารของโจทก์ในราคา4,290,000 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่จำเลยที่ 1 ประมูลได้เป็นเงิน1,449,757.70 บาท จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1131/2520 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์นายฉลอง สุวรรณมงคล โดยนายวนิช สุวรรณมงคล ผู้รับมรดกความจำเลย...ปัญหาต่อไป จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันแล้วฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ได้ออกหนังสือค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ไว้ตามเอกสารหมาย

จ.7 ซึ่งมีใจความว่า จำเลยที่ 3 ขอรับเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโจทก์ในการยื่นซองประกวดราคาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ไม่สามารถเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ได้แล้ว จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ชำระเงินค่าเสียหายแทนจำเลยที่ 1 ภายในวงเงินไม่เกิน 143,700 บาท หนังสือค้ำประกันฉบับนี้มีกำหนดอายุค้ำประกัน 120 วัน นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน2521 จนถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2521 โดยโจทก์จะต้องแจ้งการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ให้ จำเลยที่ 3 ทราบภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2521ด้วย ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ว่า ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 ได้กำหนดระยะเวลาค้ำประกันไว้ 120 วัน

นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2521 ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2521 ทั้งโจทก์ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ (เรื่องของจำเลยที่ 1) ผิดสัญญาภายในอายุการค้ำประกันด้วย เมื่อโจทก์ลงหนังสือลงวันที่ 27เมษายน 2522 ตามเอกสารหมาย จ.36 ถึงจำเลยที่ 3 แจ้งว่าโจทก์ยกเลิกการจ้างจำเลยที่ 1 นั้นล่วงเลยเวลาที่จำเลยที่ 3 ต้องผูกพันตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฝ่ายโจทก์ฎีกาว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ที่ค้ำประกันซองประกวดราคาเป็นเงิน143,700 บาท จำเลยที่ 3 มิได้ปฏิเสธการจ่ายเงินค่าเสียหายตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน เพียงแต่ขอให้ไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก่อน ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 3 จะจ่ายเงินให้โจทก์ต่อไป พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นการสละข้อต่อสู้เรื่องอายุความ (ที่ถูกเป็นระยะเวลาค้ำประกัน) ตามสัญญาค้ำประกันแล้ว

พิเคราะห์แล้วฎีกาของโจทก์มีความหมายว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ที่ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ที่โจทก์ไม่ได้บอกเรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกวดราคาให้จำเลยที่ 3 ทราบภายในระยะเวลาที่ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นให้การต่อสู้คดีได้เห็นว่าภายหลังเมื่อถูกโจทก์ฟ้องคดีแล้ว จำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิให้การต่อสู้คดีโดยยกข้อต่อสู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นข้อเถียงเพื่อปฏิเสธความรับผิดของตนได้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบภายในกำหนดระยะเวลาที่ค้ำประกันว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกวดราคาต่อโจทก์ โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 3รับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสาร หมาย จ.7"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,449,757.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จเร อำนวยวัฒนา · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · สถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้