Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2245/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟส่องสว่างจากเวทีการแสดง ส.และ ม. เห็นจำเลยที่ 1 ในระยะใกล้ชิดย่อมจำจำเลยที่ 1 ได้แม่นยำ และเด็กชาย ว. เบิกความในขณะเกิดเหตุยืนอยู่บริเวณหน้าเวทีดนตรี เห็นชาย 2 คนชกต่อยกัน ดนตรีหยุดการแสดง และภาพยนตร์หยุดฉาย ขณะนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ทางด้านหลังแล้วเด็กชาย ว. ได้แถลงต่อศาลว่าไม่สามารถจะเบิกความต่อไปได้เพราะก่อนจะมาเบิกความได้มีคนมาขู่ว่าถ้าไปเป็นพยานจะถูกฆ่าทั้งโคตร ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่เด็กชาย ว. แถลงให้ศาลทราบเช่นนั้น เชื่อว่าเด็กชาย ว. ต้องเห็นคนร้ายในขณะเกิดเหตุจริงขณะเบิกความเป็นพยานต่อศาลรู้สึกกลัวว่าอาจจะถูกทำร้ายตามคำขู่ จึงไม่กล้าที่จะเบิกความต่อไป เด็กชาย ว. ให้การในชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนในระยะเวลาใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุเกี่ยวกับรูปพรรณของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ปืนยิงผู้ตายโดยมีพนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองว่าเป็นผู้บันทึกปากคำเด็กชาย ว. ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนำเจ้าพนักงานไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ดังนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายใช้ปืนยิงผู้ตายจริง.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)ประกอบด้วยมาตรา 289(7), 80, 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 กับให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ของกลางให้ริบโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 53 จำคุก 33 ปี4 เดือน คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณษ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี 2 เดือน20 วัน ปลอกกระสุนปืนของกลางคงให้ริบจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้ปืนยิงที่นายสมชาย เอมศิริ นายพนม กัลปพฤกษ์ และนายสามารถ ทับทวีกระสุนปืนถูกนายพนมและนายสามารถ นายพนมได้รับอันตรายสาหัสส่วนนายสามารถได้รับอันตรายแก่กาย ต่อมาคนร้ายใช้ปืนยิงนายสนิทโพธิ์ชัย กระสุนปืนถูกที่ศีรษะและหัวเข่า นายสนิทถึงแก่ความตายรายละเอียดปรากฏตามรายงานการชันสูตรบาดแผลและรายการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ท้ายฟ้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มีนายสมชาย เอมศิริ และนายสามารถ ทับทวี เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุนายสมชายนำภาพยนตร์และดนตรีไปแสดงที่บริเวณสนามในโรงเรียนบ้านหนองใหญ่

ตำบลอ่างทองอำเภอเมืองกำแพงเพชร ระหว่างการแสดงมีชาย 8 คน เมาสุราเข้ามาในงานโดยไม่ยอมเสียค่าผ่านประตู ต่อมาชายกลุ่มนั้นเข้าไปแกะเชื้อกกั้นเวทีรำวงเพื่อจะเข้าไปเต้นรำโดยไม่ยอมเสียเงิน นายสมชายจึงลงจากเวทีไปพูดกับชายกลุ่มนั้น และจูงมือจำเลยที่ 2 เข้าไปพูดข้างในขณะนั้นจำเลยที่ 1 เข้ามาชกนายสมชายที่กกหู จากนั้นก็เกิดชุลมุนต่อสู้กันระหว่างชายกลุ่มนั้นกับนายสมชายและพวก เห็นว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟส่องสว่างมาจากเวทีการแสดง นายสมชายและนายสามารถเห็นจำเลยที่ 1 ในระยะใกล้ชิดย่อมจำจำเลยที่ 1ได้แม่นยำ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนหนึ่งในกลุ่มชายดังกล่าวที่ชกต่อยกับนายสมชายและพวก และโจทก์มีเด็กชายวัลลภ หงทับทิมเบิกความว่า ในขณะเกิดเหตุยืนอยู่บริเวณหน้าเวทีดนตรี

เห็นชาย 2 คนชกต่อยกัน และมีคนมายืนดู หลังจากนั้นดนตรีหยุดการแสดงและภาพยนต์หยุดฉาย พวกนักดนตรีจึงเก็บเครื่องดนตรี ขณะนั้นได้ยินเสียปืนดังขึ้น 1 นัด ทางด้านหลัง แล้วเด็กชายวัลลภได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าไม่สามารถจะเบิกความต่อไปได้เพราะก่อนจะมาเบิกความได้มีคนขู่ว่าถ้าไปเป็นพยา่นจะถูกฆ่าทั้งโคตร ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่เด็กชายวัลลภแถลงให้ศาลทราบเช่นนั้น เชื่อว่าเด็กชายวัลลภต้องเห็นคนร้ายในขณะเกิดเหตุจริง ขณะเบิกความเป็นพยานต่อศาลรู้สึกกลัวว่าอาจจะถูกทำร้ายตามคำขู่ จึงไม่กล้าที่จะเบิกความต่อไป อย่างไรก็ตามเด็กชายวัลลภได้ให้การในชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปพรรณของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ปืนยิงนายสนิทผู้ตายโดยระบุยืนยันว่า คนร้ายที่ยิงผู้ตายเป็นบุคคลคนเดียวกับชายที่เมาสุราและมีเรื่องชกต่อยกับนักดนตรี ซึ่งขณะชกต่อยมีอาการเมาสุราและถอดเสื้อมีรูปรอยสักที่แขนขวาและด้านหลังตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย

จ.1 คำให้การของเด็กชายวัลลภดังกล่าว ร้อยตำรวจโทไพฑูรย์ อันดลโนกุล พนักงานสอบสวนผู้ทำบันทึกได้มาเบิกความรับรองว่าเป็นผู้บันทึกไว้จากการสอบสวนปากคำเด็กชายวัลลภจริง เด็กชายวัลลภให้การต่อพนักงานสอบสวนในระยะเวลาใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุ ทั้งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1มาก่อน เชื่อว่าให้การไปตามความจริงที่รู้เห็น นายสามารถเบิกความสนับสนุนว่า ขณะจำเลยที่ 1 ชกต่อยกับนายสมชาย จำเลยที่ 1 ถอนเสื้อทั้งปรากฏว่าเด็กชายวัลลภชี้ตัวจำเลยที่ 1 ได้ถูกต้องว่าเป็นคนร้ายโดยจำเลยที่ 1 มีรายสักที่บริเวณแผ่นหลังจริง ปรากฏตามภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพและนำเจ้าพนักงานไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกและภาพถ่ายหมาย ป.จ.4, ป.จ.6, ป.จ.7, ป.จ.8ของศาลจังหวัดตาก พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนค้ายใช้ปืนยิงนายสนิทถึงแก่ความตายจริงพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ ฉิมพาลี · เคียง บุญเพิ่ม · มีพาศน์ โปตระนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้