Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 3 ร้องตะโกนบอกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า"ตีมันให้หมอบเลย" แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 3 ย่อมเห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ไม้ตีทำร้ายผู้ตายที่บริเวณศีรษะและลำตัว อาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำร้ายผู้ตายโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะการทำร้ายดังกล่าวจำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฆ่าผู้ตายโดยเจตนา.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ร่วมกันใช้ไม้ตีนายสุทัศน์หรือหน่า สุขสุเมฆ ที่บริเวณศรีษะและลำตัวอย่างแรงหลายครั้ง ทำให้นายสุทัศน์หรือหน่าถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 83 และริบของกลางจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 20 ปีจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ13 ปี 4 เดือน

จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ริบของกลางคำขออื่นให้ยกโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 จำคุก 20 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ซึ่งไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันใช้ไม้ตีผู้ตายโดยเจตนาฆ่าทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายคดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาหรือไม่ โจทก์มีนางสมพร ไกรกัน ร้อยตำรวจตรีจามร สุนทรกิจเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกร ผู้จับกุมจำเลยที่ 3ร้อยตำรวจโทขจัดภัย สังข์แก้ว และพันตำรวจโทสมนึก ประเสริฐศรีพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกร ผู้สอบสวนคดีนี้เบิกความเป็นพยาน โดยนางสมพรเบิกความว่าพยานและผู้ตายอยู่ในห้องเช่าของตึกหลังเดียวกัน โดยผู้ตายอยู่ชั้นบน

พยานและครอบครัวอยู่ชั้นล่าง ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกา ขณะที่พยานกำลังจะเปิดประตูห้องเช่า มีชาย 3 คน มากระชากประตูห้องเพื่อให้ประตูเปิดออก พยานเปิดประตูออกมาพบจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1เป็นผู้กระชากประตูห้องของพยาน จำเลยที่ 3 ถามพยานว่ารู้จักคนชื่อหน่าหรือไม่ พยานตอบว่าไม่รู้จัก ขณะนั้นนายสุทัศน์หรือหน่าผู้ตายขี่รถจักรยานสองล้อมาจอดหน้าตึกเช่าห่างจากพยานและจำเลยทั้งสามประมาณ 4 เมตร เมื่อจำเลยทั้งสามเห็นผู้ตายก็กรูเข้าไปใช้ไม้ซึ่งจำเลยทั้งสามเตรียมมาล่วงหน้าแล้วตีผู้ตายที่บริเวณศรีษะและลำตัวหลายครั้ง ผู้ตายล้มลง จำเลยทั้งสามใช้ไม้ตีผู้ตายอีกประมาณ 3-4 ครั้ง แล้วจำเลยทั้งสามวิ่งหนีออกไปอีกสักครู่หนึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 วิ่งย้อนกลับมาจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้มือสองข้างเงื้อไม้ที่ถือเข้ามาด้วยตีผู้ตายซึ่งนอนอยู่กับพื้นถูกบริเวณทัดดอกไม้ของผู้ตายเสียงดังโพล๊ะ

ผู้ตายนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็วิ่งหนีไป หลังจากนั้นพยานวิ่งไปเรียกคนงานที่โรงงานตรงข้ามตึกเช่าของพยานให้ช่วยพาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล ร้อยตำรวจตรีจามรเบิกความว่า พยานสืบสวนทราบว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมใช้ไม้เป็นอาวุธตีผู้ตายถึงแก่ความตายพยานและพวกจับกุมจำเลยที่ 3 แจ้งข้อหาจำเลยที่ 3 ว่าร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.10 ร้อยตำรวจโทขจัดภัยและพันตำรวจโทสมนึกต่างเบิกความว่า ในชั้นสอบสวน พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพจำเลยที่ 2 ให้การรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ไม้ตีทำร้ายผู้ตาย แต่ปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย และจำเลยที่ 3 ให้การว่าได้ร่วมไปที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ 1 และที่ 2จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ไม้ช่วยกันรุมตีผู้ตาย แต่จำเลยที่ 3ไม่ได้ร่วมตี

ปรากฏตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.11 จ.12 และจ.13 ตามลำดับ ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวแล้วเห็นว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า นางสมพรซึ่งเป็นประจักษ์พยานของโจทก์เพียงฝ่ายเดียวเบิกความขัดกับคำเบิกความของพยานโจทก์คนอื่นโดยนางสมพรเบิกความว่าเห็นจำเลยทั้งสามใช้ไม้ตีผู้ตายบริเวณศีรษะและลำตัว แต่พันตำรวจเอกนายแพทย์สุรัส สุรักขฑะ นายแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า บริเวณร่างกายของผู้ตายไม่มีรอยฟกช้ำ คำเบิกความของนางสมพรไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ตามรายงานการตรวจศพเอกสารหมายจ.2 ปรากฏว่านอกจากผู้ตายมีบาดแผลที่บริเวณศีรษะหลายแห่งแล้วผู้ตายยังมีบาดแผลที่บริเวณหลังมือซ้าย

ผิวหนังช้ำถลอกขนาด 5 x 3เซนติเมตร และที่บริเวณหลังแถบขวา ผิวหนังช้ำถลอกตามเฉียงขนาด8 x 2 เซนติเมตรด้วย บาดแผลของผู้ตายตามรายงานการตรวจศพดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสมพรที่เบิกความว่า เห็นจำเลยทั้งสามใช้ไม้ตีผู้ตายที่บริเวณศีรษะและลำตัว คำเบิกความของนางสมพรจึงมีน้ำหนักให้เชื่อถือได้และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่านางสมพรเบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอย โดยเบิกความว่าได้ตรวจดูแผนที่เกิดเหตุสังเขปแล้วเห็นว่าถูกต้องจึงลงลายมือชื่อในช่องพยานไว้ในแผนที่เกิดเหตุสังเขปเอกสารหมาย จ.6 แต่ต่อมาทนายจำเลยที่ 1 ได้ทำแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ล.1 ให้นางสมพรตรวจสอบ นางสมพรเห็นว่าถูกต้องและเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า

หลอดไฟฟ้าหน้าตึกตามที่นางสมพรเบิกความถึงมิใช่เป็นหลอดไฟฟ้าซึ่งมีลักษณะเป็นโคมติดอยู่หน้าตึกตามแผนที่สังเขป เอกสารหมาย จ.6 แต่เป็นหลอดนีออนซึ่งมีลักษณะยาวติดตั้งอยู่หน้าตึกตามเอกสารหมาย ล.1 นั้นก็ปรากฏว่านางสมพรได้เบิกความว่าขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนแต่ที่นางสมพรสามารถเห็นตัวจำเลยทั้งสามได้เนื่องจากบริเวณทางเข้าตึกแถวมีแสงไฟฟ้าจากหลอดไฟนีออนจำนวน 1 หลอด ชนิดสั้นขนาด 20 วัตต์ติดอยู่บนกันสาดซึ่งสูงประมาณ 2 เมตร สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะ 5 เมตร คำเบิกความของนางสมพรจึงหาได้ขัดกับคำเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านอันเป็นการเบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอยเป็นพิรุธตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ และเมื่อปรากฏว่านางสมพรไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 มาก่อนไม่มีเหตุที่จะระแวงสงสัยว่านางสมพรเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 3 จึงเชื่อได้ว่านางสมพรได้เบิกความไปตามที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์มาจริงว่า

จำเลยที่ 3ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ไม้ตีทำร้ายผู้ตาย ที่จำเลยที่ 3นำสืบปฏิเสธว่าจำเลยที่ 3 เพียงแต่ร่วมไปในที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ 1และที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รุมทำร้ายผู้ตายโดยจำเลยที่ 3มิได้ร่วมทำร้ายด้วยนั้น แม้จำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 1 และที่ 2เบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 รุมทำร้ายผู้ตายส่วนจำเลยที่ 3 ยืนดูอยู่ห่างออกไป 8 เมตร ก็ตาม แต่ปรากฏจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.11 จ.12 และ จ.13 ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ต่างได้ให้การว่า ระหว่างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้ตายอยู่ จำเลยที่ 3 ร้องตะโกนบอกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า"ตีมันให้หมอบเลย" ซึ่งจำเลยที่ 3 มิได้นำสืบปฏิเสธว่ามิได้ให้การในชั้นสอบสวนเช่นนั้น และจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบ

โจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายในระหว่างสอบสวนด้วย จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ให้การตามความเป็นจริงต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 3ได้ร้องบอกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตีผู้ตายให้หมอบ การที่จำเลยที่ 3 ร้องบอกจำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่นนั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ไม้ตีทำร้ายผู้ตายที่บริเวณศีรษะและลำตัวนั้น จำเลยที่ 3 ย่อมเห็นได้ว่าอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำร้ายผู้ตายโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะการทำร้ายดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2562 (เลขอ้างอิง 636366)

การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และ น. มีมีดติดตัวไปด้วย แม้มีดที่ น. พาติดตัวไปจะมีขนาดใหญ่เป็นที่สังเกตเห็นได้โดยง่ายแก่บุคคลทั่วไปรวมทั้งจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562

การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8261/2561

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 83 กับร่วมกันมีอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด โดยไม่มีหมายเลขทะเบียนและมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2561

ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ปรากฏตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2561

การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนผู้กระทำความผิดต้องได้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจที่จะฆ่าผู้อื่น หาใช่กรณีที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนไม่ และการจะเป็นตัวการร่วมฐานความผิดดังกล่าวจะต้องมีลักษณะมี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้