Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมีเหตุระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาจึงไม่พอใจและทะเลาะกับโจทก์อยู่เสมอ ฉะนั้นการที่โจทก์ไม่อยู่บ้านแล้วจำเลยกล่าวถ้อยคำถึงโจทก์ว่า "ขอให้มีอันเป็นไป ตายแล้วจะมารับเงิน หากไม่ตายให้เลี้ยงดูกันเอง และบิดามารดาโจทก์ไม่ให้ความยุติธรรมแก่จำเลย" กับ "ไอ้สัตว์ไอ้หน้าตัวเมีย กูไม่เลิกกับมึงง่าย ๆ หรอก ออกชายแดนงวดนี้ถ้าแขนขาขาดก็ไปเลี้ยงดูกันเอาเอง ถ้าตายจะกลับมารับเงิน" ถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ แต่เป็นถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่ทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น และมิใช่คำกล่าวที่ร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ การที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จำเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับโจทก์ได้จึงแยกไปอยู่ที่อื่นนั้น มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์อันจะเ

คำฟ้องและคำให้การ

จำเลยมีเหตุระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาจึงไม่พอใจและทะเลาะกับโจทก์อยู่เสมอ ฉะนั้นการที่โจทก์ไม่อยู่บ้านแล้วจำเลยกล่าวถ้อยคำถึงโจทก์ว่า "ขอให้มีอันเป็นไป ตายแล้วจะมารับเงิน หากไม่ตายให้เลี้ยงดูกันเอง และบิดามารดาโจทก์ไม่ให้ความยุติธรรมแก่จำเลย" กับ "ไอ้สัตว์ไอ้หน้าตัวเมีย กูไม่เลิกกับมึงง่าย ๆ หรอก ออกชายแดนงวดนี้ถ้าแขนขาขาดก็ไปเลี้ยงดูกันเอาเอง ถ้าตายจะกลับมารับเงิน" ถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ แต่เป็นถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่ทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น และมิใช่คำกล่าวที่ร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้

การที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จำเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับโจทก์ได้จึงแยกไปอยู่ที่อื่นนั้น มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ แต่กรณีที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จำเลยมีสิทธิฟ้องหย่าได้ โจทก์ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับ ส. เป็นการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยา และกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาตลอดมา การกระทำของโจทก์ยังมีเหตุที่จะฟ้องหย่าได้ตลอดเวลาที่การกระทำไม่สิ้นสุด แม้จำเลยจะทราบเหตุดังกล่าวมาเกิน 1 ปีแล้วก็ตาม จำเลยก็ยกเป็นเหตุฟ้องแย้งได้

ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ค่าทดแทนที่ภริยามีสิทธิได้รับจากสามีซึ่งอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยานั้น มาตรา 1525 กำหนดให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ ภริยารับราชการครูเป็นผู้มีฐานะตำแหน่งหน้าที่และเกียรติในทางสังคม ที่ศาลล่างกำหนดค่าทดแทนให้ภริยา 100,000 บาทจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว.

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้จดทะเบียนสมรสกัน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2526และวันที่ 9 มีนาคม 2527 ไม่มีบุตรด้วยกันและไม่มีสินสมรส หลังจากแต่งงานกันแล้วจำเลยซึ่งรับราชการอยู่ที่อำเภอปัว จังหวัดน่านได้ขอย้ายตามโจทก์มาอยู่ร่วมกันที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2528 โจทก์กับจำเลยเริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันจนจำเลยหนีออกไปจากบ้านหลายครั้ง ครั้งละหลายวัน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2528 โจทก์เดินทางไปปฏิบัติราชการที่ชายแดนด้านจังหวัดตราด จำเลยได้ขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดออกไปจากบ้านพักอันเป็นภูมิลำเนาปกติของโจทก์และจำเลย แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ

อีกทั้งขอย้ายมารับราชการที่โรงเรียนศรีบุญยานนท์ โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเช่นเดียวกันนับตั้งแต่วันที่จำเลยย้ายออกจากบ้านจนบัดนี้เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี เป็นการจงใจละทิ้งโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร และขณะที่จำเลยจัดการตระเตรียมขนย้ายนั้น จำเลยได้ด่าว่าสาปแช่งโจทก์และบิดามารดาโจทก์ด้วยถ้อยคำอันหยาบคายต่อหน้าบุคคลอื่น อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนสมรสที่จดทะเบียนที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เลขทะเบียนที่ 139/12144 ลงวันที่ 9มีนาคม 2527 ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า

เหตุแห่งการหย่านั้นโจทก์เป็นผู้ก่อแต่ผู้เดียวหลังจากที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันครั้งแรกแล้ว จำเลยคงรับราชการที่จังหวัดน่านอยู่อีก 5 เดือนแล้วจึงย้ายมาอยู่กับโจทก์ เมื่อจำเลยย้ายมาอยู่ร่วมกับโจทก์ โจทก์และจำเลยเริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันเนื่องจากนางสมคิดอ้างว่าเป็นภริยาของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยิ่งทำตัวเหินห่างกับจำเลยยิ่งขึ้น โดยทุกเย็นวันศุกร์ โจทก์จะต้องเดินทางไปจังหวัดตราดเพื่อไปหานางสมคิดและเดินทางกลับมาในวันจันทร์ ซึ่งจำเลยได้ออกไปทำงานแล้ว ระหว่างที่โจทก์เดินทางไปจังหวัดตราดนั้น โจทก์ได้ทอดทิ้งให้จำเลยอยู่กับพลทหารรับใช้เพียงลำพังในบ้านพัก จำเลยมีความหวาดกลัว ว้าเหว่จำเลยจึงได้ไปค้างที่บ้านเพื่อน

ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2528โจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ชายแดนจังหวัดตราดอีก โจทก์ยิ่งเดินทางมาหาจำเลยน้อยครั้ง และเวลากลับมาโจทก์ก็มาทะเลาะกับจำเลยบางครั้งก็ทำร้ายจำเลยจนได้รับบาดเจ็บและชวนจำเลยแยกทาง จำเลยพยายามอดทนมาตลอด จำเลยเห็นว่าเวลาโจทก์กลับมาก็มีแต่เรื่องทะเลาะกันทำให้จำเลยได้รับความอับอายจึงได้ทำเรื่องขอย้ายตัวเองออกมาให้ห่างกับโจทก์สักระยะหนึ่งเพื่อโจทก์จะได้กลับตัวกลับใจในทางที่ดีบ้าง ซึ่งในการที่จำเลยขอย้ายตัวเองโจทก์ก็รู้เห็นด้วย จำเลยได้ขอย้ายมาช่วยราชการที่โรงเรียนศรีบุญยานนท์ และระหว่างจำเลยย้ายมาช่วยราชการนั้นได้เดินทางไปหาโจทก์ที่กองพันทหารราบที่ 1 กรมนาวิกโยธิน

กองทัพเรือ สัตหีบเป็นประจำ ไม่ใช่จงใจละทิ้งโจทก์โดยไม่มีเหตุอันควรแต่อย่างใด และจำเลยไม่เคยด่าว่าสาปแช่งโจทก์และบิดามารดาโจทก์ด้วยถ้อยคำอันหยาบคายต่อหน้าบุคคลอื่น อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์ โจทก์ได้อุปการะเลี้ยงดูนางสมคิดและยกย่องนางสมคิดเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตั้งแต่ก่อนฟ้องคดีนี้ประมาณ 1 ปีโจทก์ไม่เคยให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยตามสมควรอย่างเช่นสามีภริยาโดยทั่วไป อีกทั้งโจทก์ยังกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โดยหาเหตุทะเลาะวิวาทกับจำเลย เพื่อให้จำเลยทนอยู่กับโจทก์ไม่ได้ และทำให้จำเลยต้องอับอายเพื่อนบ้านข้างเคียง การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายขอให้โจทก์ชำระค่าทดแทนให้จำเลยเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท และการกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยต้องยากจนลงรายได้ไม่เพียงพอกับการเลี้ยงชีพ

จำเลยขอคิดค่าเลี้ยงชีพเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และหากโจทก์ไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ไปจดทะเบียนหย่าได้ให้เพิกถอนทะเบียนสมรสที่ 139/12144 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2527 ด้วย และให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน200,000 บาท กับค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 50,000 บาท แก่จำเลย พร้อมทั้งชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินทั้ง 2 รายการนี้นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันนั้น โจทก์ไม่เคยยกย่องนางสมคิดเป็นภริยา และไม่มีบุตรด้วยกัน โจทก์อุปการะเลี้ยงดูจำเลยตามกำลังของโจทก์

พักอาศัยอยู่ด้วยกัน ให้เงินค่าใช้จ่ายไม่เคยทอดทิ้งจำเลย โจทก์ไม่เคยทำร้ายจำเลย และการที่จำเลยขอย้ายโรงเรียนและที่พักอาศัยจำเลยไม่เคยปรึกษาหารือโจทก์ โจทก์ไม่เคยทราบและเป็นการกระทำโดยไม่เคารพโจทก์ในฐานะหัวหน้าครอบครัวตามประเพณีที่ดี จงใจละทิ้งโจทก์เกินกว่า 1 ปี ทั้งหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ ทั้งการหย่าขาดจากกันก็ไม่ทำให้จำเลยยากจนลงแต่ฐานะการงานกลับเพิ่มขึ้น จำเลยคงรับราชการครูมีความก้าวหน้า ไม่เคยเช่าบ้านและไม่มีเหตุจะเช่าบ้าน จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุม และขาดอายุความแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องหย่าเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์

ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุหย่าเกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์แต่จำเลยทราบเหตุหย่าเรื่องโจทก์ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2528 แต่ฟ้องแย้งวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 ซึ่งเกินกำหนด 1 ปี ฟ้องแย้งจำเลยจึงขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันตามฟ้องแย้งของจำเลย ให้โจทก์ชำระเงินทดแทนจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่า เหตุหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์หรือจำเลย ตามข้อนำสืบของโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า

ได้รับคำบอกเล่าจากพลทหารรับใช้ที่บ้าน2 คน ว่าจำเลยได้สาปแช่งโจทก์ว่าถ้าพิการก็เลี้ยงดูเอาเอง หากตายก็จะกลับมาเอาเงิน ทั้งผู้บุพการีของโจทก์เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่าทำตัวไม่น่านับถือ เข้าข้างโจทก์และนายบุญเหลือ สังข์ทองพลทหารรับใช้โจทก์เบิกความว่า ขณะจำเลยขนของออกจากบ้านโจทก์ จำเลยด่าโจทก์ซึ่งไปราชการชายแดนว่า ขอให้มีอันเป็นไป ตายแล้วจะมารับเงิน หากไม่ตายให้เลี้ยงดูกันเอง และบิดามารดาโจทก์ไม่ให้ความยุติธรรมแก่จำเลย และนายเสน่ห์ สินสมุทร พลทหารรับใช้อีกคนหนึ่งเบิกความว่า เคยได้ยินจำเลยแช่งด่าโจทก์ว่า ไอ้สัตว์ได้หน้าตัวเมีย กูไม่เลิกกับมึงง่าย ๆ หรอก ออกชายแดนงวดนี้ถ้าแขนขาขาดก็ไปเลี้ยงดูกันเอาเอง ถ้าตายจะกลับมารับเงิน

ถ้อยคำดังกล่าวถ้าหากจำเลยได้กล่าวต่อพลทหารรับใช้ทั้งสองจริง จะเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีโจทก์อันเป็นการร้ายแรงหรือไม่ น่าจะเห็นได้ว่าในเบื้องต้นเมื่อจำเลยย้ายมาพักอยู่กับโจทก์แล้ว ต่อมามีเหตุที่ทำให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น เป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจและมีการทะเลาะกับโจทก์เสมอ แม้เวลาโจทก์ไม่อยู่บ้านจำเลยจะกล่าวถ้อยคำอย่างที่พยานเบิกความจริง ก็มิใช่เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ เป็นถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่จำเลยทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น และมิใช่เป็นคำกล่าวที่ร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ส่วนที่จำเลยละทิ้งโจทก์ไปนั้นปรากฏว่าจำเลยได้ออกจากบ้านที่พักอยู่กับโจทก์ไปจริง แต่อ้างว่าโจทก์มีนางสมคิด เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง

ได้ทะเลาะกันเป็นประจำจำเลยทนอยู่กับโจทก์ไม่ได้ ในช่วงนั้นโจทก์จะอุปการะเลี้ยงดูนางสมคิดหรือไม่จะได้วินิจฉัยภายหลัง แต่โจทก์รับว่าหลังจากจำเลยออกจากบ้านไปแล้ว โจทก์ได้นางสมคิดเป็นภริยาจริงและมีบุตรด้วยกัน 1 คน เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2529 เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และข้อนำสืบของทั้งสองฝ่ายปรากฏว่าในช่วงที่จำเลยออกจากบ้านโจทก์ ทั้งสองฝ่ายรับว่าได้มีการทะเลาะกันระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นประจำ เริ่มเรื่องทะเลาะกันเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2528โดยจำเลยกล่าวหาว่าโจทก์มีภริยาน้อย และจำเลยเคยไปเล่าเรื่องโจทก์เกี่ยวกับนางสมคิดให้นาวาโทเทอดศักดิ์ผู้บังคับบัญชาโจทก์ฟัง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เมื่อจำเลยเห็นว่าโจทก์มีภริยาน้อยและทะเลาะกันเป็นประจำ

ก็ได้แยกไปอยู่ที่อื่นเมื่อเดือนพฤษภาคม2528 ต่อมาจำเลยก็ได้อยู่กินกับนางสมคิดจนมีบุตรด้วยกัน 1 คนเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2529 แม้จะเป็นเวลาประมาณ 12 เดือนนับแต่จำเลยออกจากบ้านโจทก์ไป แต่นางสมคิดจะคลอดบุตรจะต้องตั้งครรภ์ประมาณ 10 เดือน ถ้าโจทก์ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับนางสมคิดมาก่อน ก็แสดงว่าเมื่อจำเลยออกจากบ้านไปประมาณ 2 เดือน โจทก์ก็ได้นางสมคิดเป็นภริยา แต่ตามลักษณะของพฤติการณ์ที่ปรากฏมิได้เป็นเช่นนั้นเลย เหตุที่โจทก์กับจำเลยทะเลาะและแตกแยกกันก็มีสาเหตุมาจากนางสมคิด และภายหลังโจทก์ก็ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสมคิดจริง เป็นพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความสัมพันธ์กับนางสมคิดมาก่อน เป็นกรณีที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา

เมื่อจำเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับโจทก์และแยกไปอยู่ที่อื่น มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ แต่กรณีที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ ส่วนจะขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า ขณะนี้โจทก์ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสมคิด เป็นการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาตลอดมา การกระทำของโจทก์ยังมีเหตุที่จะฟ้องหย่าได้ตลอดเวลาที่การกระทำไม่สิ้นสุด ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาเกี่ยวกับค่าทดแทน โดยโจทก์ฎีกาว่าสูงเกินไปนั้นเห็นว่า ในเรื่องค่าทดแทน มาตรา 1525 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ เมื่อพิเคราะห์ถึงการกระทำของโจทก์ที่อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น และจำเลยรับราชการครูเป็นผู้มีฐานะตำแหน่งหน้าที่และเกียรติในทางสังคม ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ 100,000 บาท พอเหมาะแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · อุดม เฟื่องฟุ้ง · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้