Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2230/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างงานโครงสร้างระหว่างจำเลยและบริษัท ค. มีข้อกำหนดห้ามมิให้โอนสิทธิเรียกร้องเว้นแต่เฉพาะกับสถาบันการเงินเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคสอง สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และบริษัท ค. จะมีผลใช้บังคับแก่จำเลยได้หากโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต อีกทั้งโจทก์มิใช่เป็นสถาบันการเงิน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 18,573,441.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,800,947.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างงานโครงสร้างระหว่างจำเลยและบริษัท ค. มีข้อกำหนดห้ามมิให้โอนสิทธิเรียกร้องเว้นแต่เฉพาะกับสถาบันการเงินเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคสอง สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และบริษัท ค. จะมีผลใช้บังคับแก่จำเลยได้หากโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต อีกทั้งโจทก์มิใช่เป็นสถาบันการเงิน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 18,573,441.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,800,947.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยว่าจ้างบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมหลัก (SUPER - STRUCTURES AND MAIN ARCHITECTURAL WORKS) โครงการ คราวน์ พลาซ่า โฮเต็ล (CROWNE PLAZA HOTEL) ถนนสุขุมวิท 27 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2543 บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาให้และรับบริการวงเงินเพื่อรับโอนสิทธิเรียกร้องกับโจทก์ ภายในวงเงินไม่เกิน 30,000,000 บาท โดยบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ต้องแจ้งหรือบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับชำระหนี้ค่าก่อสร้างในการเบิกเงินงวดงานที่ 29 ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างงานโครงสร้างส่วน SUPER - STRUCTURES AND MAIN ARCHITECTURAL WORKS ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 เป็นเงิน 18,289,101 บาท ซึ่งจะครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทราบ เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง แต่จำเลยเพิกเฉย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า

จำเลยว่าจ้างบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมหลัก (SUPER - STRUCTURES AND MAIN ARCHITECTURAL WORKS) โครงการ คราวน์ พลาซ่า โฮเต็ล (CROWNE PLAZA HOTEL) ถนนสุขุมวิท 27 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งตามสัญญาระบุว่า ผู้รับจ้างตกลงจะไม่โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญานี้แก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ว่าจ้างและได้เฉพาะแต่กับสถาบันการเงินเท่านั้น การโอนสิทธิเรียกร้องนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ และวรรคสองบัญญัติว่า

ความที่กล่าวมานี้ย่อมไม่ใช้บังคับ หากคู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น การแสดงเจตนาเช่นว่านี้ ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ตามสัญญา ข้อ 10 ระหว่างจำเลยและบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มีข้อกำหนดห้ามมิให้โอนสิทธิเรียกร้องเว้นแต่เฉพาะกับสถาบันการเงินเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคสอง สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะมีผลใช้บังคับแก่จำเลยได้หากโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต ปัญหาว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตหรือไม่นั้น

โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกกระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้แก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว จึงย่อมได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคสอง เห็นว่า นายไชยพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บริษัทโจทก์ประกอบธุรกิจในด้านรับโอนสิทธิเรียกร้องจากลูกหนี้ บริษัทโจทก์จะมีฝ่ายกฎหมายคอยตรวจสอบสัญญาให้และรับบริการวงเงินเพื่อรับโอนสิทธิเรียกร้องก่อนที่จะนำไปให้กรรมการบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสาร พยานทราบว่าถ้าบริษัทจะทำการโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้รายใดจะต้องแจ้งให้คู่สัญญาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยผู้รับสัญญาจะต้องส่งเอกสารต่าง

ๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่จะโอน ก่อนมีการโอนสิทธิเรียกร้องบริษัทโจทก์จะต้องตรวจสอบสัญญาก่อนแล้วทุกครั้งและก่อนมีการโอนสิทธิเรียกร้องบริษัทโจทก์น่าจะมีการตรวจสอบข้อมูลในสัญญาก่อน ตามคำเบิกความของนายไชยพงศ์พยานโจทก์ดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้เป็นจำนวนเงินสูงถึง 18,289,101 บาท จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ต้องได้มีการตรวจสอบสัญญา โดยละเอียดก่อนแล้วและทราบถึงข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ข้อ 10 ก่อนที่จะมีการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกับบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มาก่อนแล้ว เมื่อโจทก์ทราบถึงข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ยังรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาเช่นนี้

กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 3 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบันการเงิน" หมายความว่า (1) ธนาคารแห่งประเทศไทย (2) ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารพาณิชย์ (3) บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (4) สถาบันการเงินอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

วัตถุประสงค์ของบริษัทมหาชนจำกัดของโจทก์มี 19 ข้อ ซึ่งวัตถุประสงค์ในข้อ 6 ระบุว่า กู้ยืมเงิน เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารนิติบุคคลหรือสถาบันการเงินอื่นและให้กู้ยืมเงินหรือให้เครดิตด้วยวิธีการอื่น โดยจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม รวมถึงการรับจำนอง รับจำนำ รับไว้ซึ่งทรัพย์สินหรือหลักประกันต่าง ๆ เพื่อเป็นประกันการขายสินค้าเงินผ่อน การขายสินค้าเงินเชื่อหรือชำระหนี้ของลูกหนี้ต่อบริษัทหรือเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทหรือบุคคลใด ๆ ต่อบริษัทรวมตลอดจนการรับ ออก โอน และสลักหลังตั๋วเงินหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้อย่างอื่น เว้นแต่ในธุรกิจธนาคาร ธุรกิจเงินทุน และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ระบุไว้ดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน

พ.ศ.2523 มาตรา 3 แล้ว บ่งชี้ว่าโจทก์มิใช่เป็นสถาบันการเงิน นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมายืนยันว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงิน ข้ออ้างของโจทก์จึงเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงิน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยสุจริต อีกทั้งโจทก์มิใช่เป็นสถาบันการเงิน ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 20,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้