Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พยานโจทก์ไม่ยืนยันว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่า อ.เคยทุจริตต่อหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแต่กลับยืนยันว่าโจทก์ไม่ทราบคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าโจทก์ทราบเรื่องนี้ จึงขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนนั้นปัญหาว่าโจทก์ทราบข้อที่ อ. เคยทุจริตต่อหน้าที่มาก่อนจริงหรือไม่ ศาลควรรับฟังคำพยานผู้ใด ฝ่ายใด เป็นดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นข้อเท็จจริงอุทธรณ์โจทก์ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงาน ภาค 2 มีว่า ออกจากงานเพราะกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือเพราะกระทำการประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเพราะเกียจคร้านไม่ตั้งใจปฏิบัติงานเป็นเหตุให้ธนาคารต้องเสียหาย และคณะกรรมการ ธนาคารเห็นว่าไม่สมควรจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพให้ ความตอนท้าย เป็นหลักเกณฑ์ที่นำไปประกอบการพิจารณาการกระทำผิดข้อที่เกียจคร้านไม่ตั้งใจปฏิบัติงานโดยเฉพาะเท่านั้น เพราะไม่ใช่ ความผิดร้ายแรง สมควรต้องพิจารณาอีกชั้นหนึ่งว่าสมควร จะให้เงินทุนเลี้ยงชีพหรือไม่ ส่วนกระทำผิดทุจริตต่อ หน้าที่และการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นความผิดร้ายแรงไม่จำต้องให้คณะกรรมการพิจารณาว่าจะจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ หรือไม่อีก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 11

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "

โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อแรกว่า

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำให้การและประเด็นข้อพิพาท เพราะศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 1ว่า "โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ รายงานเท็จ และมีพฤติการณ์ขาดความไว้วางใจหรือไม่" แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยว่า โจทก์ลงลายมือชื่อและประทับตราล่วงหน้าในสมุดคู่ฝากเอกสารหมาย จ.7เป็นการผิดระเบียบโจทก์คืนเงิน 85,000 บาท ให้แก่นายอนุพงษ์ศิษฏคมน์ ไม่เก็บเงินไว้แล้วรายงานให้ผู้จัดการทราบ เป็นการไม่รักษาผลประโยชน์ของจำเลยในทางที่ถูกที่ควร การที่นายอนุพงษ์ศิษฏคมน์เบิกเงิน 200,000 บาทแล้วหลบหนีไปเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทศาลแรงงานกลางไม่มีคำวินิจฉัยตามประเด็นที่กำหนดไว้ประการใดเลยพิเคราะห์แล้ว

เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวนั้นมีผลเท่ากับว่าโจทก์มิได้ทุจริตต่อหน้าที่มิได้รายงานเท็จตามข้อกล่าวหาของจำเลย เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นในคำให้การและประเด็นข้อพิพาทแล้ว ส่วนข้อวินิจฉัยที่ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์นอกจากเป็นความผิดตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังถือว่าโจทก์มีพฤติการณ์ที่ขาดความไว้วางใจ หากให้โจทก์ปฏิบัติงานต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลยได้พฤติการณ์ของโจทก์แม้มีประการเดียว แต่ถือเป็นความผิดสองประการในขณะเดียวกันได้คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางหาได้นอกประเด็นตามคำให้การ และนอกประเด็นข้อพิพาทตามที่โจทก์อุทธรณ์ไม่โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อที่สองว่า

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ได้รายงานเท็จ จึงถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง การไม่รักษาผลประโยชน์ของจำเลย การประมาทเลินเล่อจะถือว่าเป็นสาเหตุแห่งการเลิกจ้างไม่ได้ ข้อนี้ เห็นว่าการที่โจทก์ไม่รักษาผลประโยชน์ของจำเลย และการประมาทเลินเล่อนั้นเป็นพฤติการณ์ที่โจทก์ขาดความไว้วางใจได้อยู่ในตัวตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นซึ่งเป็นสาเหตุแห่งการเลิกจ้างตามที่ระบุไว้ในคำสั่งเลิกจ้างท้ายคำฟ้องแล้ว

โจทก์อุทธรณ์ในข้อนี้อีกว่า การที่โจทก์ไม่รักษาผลประโยชน์ของจำเลย กับการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น ตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานเอกสารหมาย ล.16 หาได้กำหนดให้โจทก์ต้องได้รับโทษไล่ออกไม่พิเคราะห์แล้วระเบียบฯ เอกสารหมาย ล.16 ข้อ 3.4.3 กำหนดว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรงข้อ 3.4.6 กำหนดว่ามีพฤติการณ์ที่ขาดความไว้วางใจ หรือมีมลทินมัวหมอง หากให้ปฏิบัติงานต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลย ซึ่งความผิดสองข้อนั้น ข้อ 3.4 วรรคสองกำหนดโทษไว้ถึงขั้นไล่ออกได้อุทธรณ์ส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้นโจทก์อุทธรณ์เป็นข้อที่สามว่า ตามคำเบิกความของพยานทุกปากไม่มีผู้ใดยืนยันว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่านายอนุพงษ์ ศิษฏคมน์เคยทุจริตต่อหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน พยานโจทก์ทุกปากกลับยืนยันว่าโจทก์ไม่ทราบคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าโจทก์ทราบเรื่องนี้จึงขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทราบข้อที่นายอนุพงษ์ ศิษฏคมน์ เคยทุจริตต่อหน้าที่มาก่อนจริงหรือไม่ ศาลควรรับฟังคำพยานผู้ใด ฝ่ายใด เป็นดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นข้อเท็จจริงอุทธรณ์โจทก์ข้อนี้เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคแรก เพราะฉะนั้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อที่สี่ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเพราะระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงาน ภาค 2 การสวัสดิสงเคราะห์เอกสารหมาย ล.16 ข้อ 2.4.2 ไม่ว่าการออกจากงานเพราะกระทำการทุจริตในหน้าที่ หรือเพราะกระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเพราะเกียจคร้านไม่ตั้งใจปฏิบัติงานเป็นเหตุให้จำเลยเสียหาย

พนักงานผู้นั้นจะไม่ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพก็ต่อเมื่อคณะกรรมการของจำเลยเห็นว่าไม่สมควรจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพให้ กรณีของโจทก์ คณะกรรมการของจำเลยมิได้มีความเห็นว่าไม่สมควรจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพ 49,940.58 บาท

พิเคราะห์แล้ว ระเบียบฯภาค 2 เอกสารหมาย ล.16 ข้อ 2.4.2 มีความว่า "ออกจากงานเพราะกระทำการทุจริตในหน้าที่ หรือเพราะกระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเพราะเกียจคร้านไม่ตั้งใจปฏิบัติงานเป็นเหตุให้ธนาคารต้องเสียหาย และคณะกรรมการธนาคารเห็นว่าไม่สมควรจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพให้"

ศาลฎีกาเห็นว่า การทุจริตในหน้าที่ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นกรณีที่เห็นได้อย่างประจักษ์ชัดเจนอยู่ในตัวว่าเป็นความผิดขั้นร้ายแรง หาสมควรจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพไม่ ทั้งนี้ โดยไม่จำต้องมีผู้ใดจักต้องพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง ส่วนการเกียจคร้านไม่ตั้งใจปฏิบัติงาน หาใช่เป็นความผิดขั้นร้ายแรงไม่ หากแต่เกิดความเสียหาย จำเลยจึงต้องให้ออกจากงาน ความผิดเพียงเท่านี้ยังไม่ร้ายแรง จึงเป็นการสมควรจักต้องพิจารณาเสียอีกชั้นหนึ่งว่าสมควรจะให้เงินทุนเลี้ยงชีพแก่พนักงานผู้นั้นหรือไม่ ความตอนท้ายที่ว่า "และคณะกรรมการธนาคารเห็นว่าไม่สมควรจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพให้" นั้น เป็นหลักเกณฑ์ที่นำไปประกอบการพิจารณาการกระทำผิดข้อที่เกียจคร้านไม่ตั้งใจปฏิบัติงานโดยเฉพาะเท่านั้น

หาใช่นำไปพิจารณาการกระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่ และการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงสองข้อต้นด้วยตามที่โจทก์อุทธรณ์ไม่โจทก์อุทธรณ์ในข้อนี้อีกประการหนึ่งว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง มิใช่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงต้องตามความหมายของระเบียบดังกล่าวข้อ 2.4.2 ข้อนี้เห็นว่า เพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์ทำให้นายอนุพงษ์ศิษฏคมน์ เบียดบังเงินจากจำเลยได้ถึงสองคราว เป็นจำนวนถึง285,000 บาท ถือได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามระเบียบดังกล่าวข้อ 2.4.2 แล้ว อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นโจทก์อุทธรณ์เป็นที่ข้อที่ห้าว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยถูกกลั่นแกล้งและกรรมการสอบสวนมิได้สอบสวนด้วยความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างด้วยเหตุสามประการอันมีนัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้ง

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าตนถูกกลั่นแกล้งเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้นส่วนการสอบสวนเป็นธรรมหรือไม่ ไม่มีประเด็นตามคำฟ้อง ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้อีกเช่นกันอุทธรณ์โจทก์บางข้อฟังไม่ขึ้น บางข้อรับวินิจฉัยให้ไม่ได้ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จุนท์ จันทรวงศ์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · เพียร สุมิระ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 1457)

การตกลงอันจะก่อให้เกิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งรวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นหาได้จำต้องเฉพาะการตกลงโดยชัดแจ้งไม่อาจมีการตกลงโดยปริยายก็ได้ จำเลยเคยจ่ายเงินพิเศษแก่ลูกจ้างปีละ15วันแล้วได้เปลี่ยนมาเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9403/2538

การตกลงอันจะก่อให้เกิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งรวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น หาได้จำต้องเฉพาะการตกลงโดยชัดแจ้งไม่ อาจมีการตกลงโดยปริยายก็ได้ จำเลยเคยจ่ายเงินพิเศษแก่ลูกจ้างปีละ 15 วัน แล้วได้เปลี่ยน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2534

ข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 23 ว่าด้วยการจัดระเบียบการบริหารงาน ข้อ 33 กำหนดว่า "การกำหนดอัตราตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างของ อ.ม.ท. ให้เป็นไปตามบัญชีท้ายข้อบังคับนี้" และบัญชีอัตราตำแหน่งของพนักงานและลู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้