Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 222/2496

พ.ศ. 2496 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฟ้องให้จำเลยเปิดทางอ้างว่าเป็นทางภารจำยอมซึ่งได้มาทางนิติกรรมและเป็นทางจำเป็นด้วย เพราะที่ดินของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อมศาลชั้นต้นให้จำเลยเปิดภารจำยอมศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่ใช่ทางภารจำยอมก็พิพากษาให้เปิดทางในฐานเป็นทางจำเป็นได้ ไม่นอกคำฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมนางแคล้ว คงธรรม มีที่ดินที่ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีแปลงหนึ่ง ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องหมาย 1, 2, 3 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2488 โจทก์ได้ซื้อที่ดินจากนางแคล้ว คงธรรมตอนทิศตะวันออก ตรงหมายเลข 1 มีข้อสัญญาและจดทะเบียนสิทธิว่า นางแคล้ว คงธรรม ยินยอมให้โจทก์เดินผ่านที่ดินของนางแคล้วหมายเลข 3, 2 จากถนนหน้าเมืองไปสู่ที่ดินของโจทก์ได้ตลอดไป ต่อมาเดือนพฤศจิกายน2489 นางแคล้วแบ่งขายที่ดินตอนหมายเลข 2 ให้แก่จำเลย โจทก์ก็คงเดินเข้าออกผ่านที่ดินของนางแคล้วและจำเลยมาดังเดิมต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2493 จำเลยได้ทำรั้วปิดกั้นทางเดินนั้นเสีย ที่ดินของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อม ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ

โจทก์จึงมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ถนนหน้าเมืองได้ ที่ดินของนางแคล้วหมายเลข 2, 3 ตกอยู่ในภาระจำยอม แม้จะแบ่งขายหมายเลข 2 ให้จำเลยไป ภาระจำยอมก็คงมีอยู่ตลอดไป จึงฟ้องขอให้จำเลยรื้อรั้วและเปิดทางเดินกว้างประมาณ 3 ศอกจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ทราบเรื่องที่นางแคล้วยอมให้โจทก์อาศัยเดิน จำเลยไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ ภาระจำยอมนี้โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน จึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ที่ดินของโจทก์เป็นที่วางเปล่าไม่มีคนอาศัย และมีทางเดินเข้าออกทางริมคูเมืองเก่าอยู่แล้วโจทก์ไม่มีสิทธิจะฟ้องให้เปิดทางภาระจำยอมได้และจะถือว่าเป็นทางจำเป็นก็ไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นทางจำเป็นโจทก์จะต้องเสียค่าชดใช้ให้จำเลยขอให้ยกฟ้องได้มีการทำแผนที่วิวาทประกอบการพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้ความว่า

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2488 นางแคล้ว คงธรรม ได้แบ่งขายที่ดินให้แก่โจทก์ตอนหนึ่ง มีข้อสัญญาที่ทำต่ออำเภอว่า ยอมให้โจทก์พลอยอาศัยเดินเข้าออกในที่ดินของนางแคล้วติดต่อกับที่แปลงนี้ได้ตลอดไป โจทก์ได้ใช้ทางเดินนี้ผ่านเข้าออกไปสู่ถนนใหญ่เสมอมา แต่โจทก์ไม่ได้อยู่อาศัยประจำในที่ที่ซื้อไว้ เป็นแต่ให้นายล่อง ธนพัฒน์ อาศัยปลูกผักและทำคอกเลี้ยงหมูในที่ที่ซื้อ ต่อมานางแคล้วได้แบ่งขายที่ดินของนางแคล้วให้แก่จำเลยอีกตอนหนึ่ง จำเลยจึงปิดทางเดินที่โจทก์เคยเดินเข้าออกนั้นเสีย โจทก์จึงใช้ทางเดินนี้ไม่ได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่ของโจทก์อยู่ในที่ล้อม และสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางแคล้วก็ได้ตกลงให้โจทก์เดินผ่านที่รายนี้ได้ตลอดไป จำเลยมาซื้อที่รายนี้จากนางแคล้วไปส่วนหนึ่ง ที่ส่วนของจำเลยที่ซื้อนี้ต้องตกอยู่ในภาระจำยอม จำเลยปิดกั้นทางเดินอันเกิดเป็นภาระจำยอมไม่ชอบด้วยเหตุผลจึงพิพากษาให้จำเลยรื้อรั้วเปิดทางเดินให้โจทก์เดินเข้าออกผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 3 ศอก ออกสู่ถนนหน้าเมืองได้ ให้จำเลยเสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ 75 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วฟังว่า ทางเดินรายพิพาทยังไม่ตกอยู่ในภาระจำยอม เพราะในสัญญาซื้อขายระหว่างนางแคล้วกับโจทก์ที่บันทึกว่า ยอมให้โจทก์เดินผ่านทางพิพาทนั้น หาได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ไม่ และโจทก์เพิ่งใช้ทางรายพิพาทมาเมื่อปลายปี 2488 นี้เองไม่ถึง 10 ปี แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ และศาลไปตรวจดูทางพิพาทแล้ว

ได้ความว่าที่ดินของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อมไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ที่จำเลยนำสืบว่า ทางพิพาทไม่มีทางเดินมาแต่ก่อนฟังไม่ได้ ทางพิพาทสะดวกและใกล้ว่าทางอื่น เป็นความจำเป็นสำหรับโจทก์จะต้องใช้ทางรายพิพาทไปสู่ทางสาธารณะตาม มาตรา 1349 ทั้งโจทก์เคยใช้เป็นทางผ่านมาหลายปีแล้ว จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยเปิดทางพิพาทจำเลยฎีกาเป็นข้อกฎหมายต่อมาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นนั้น เป็นเรื่องนอกคำฟ้องและนอกประเด็นซึ่งศาลไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย เพราะไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งฟ้องของโจทก์มุ่งหมายและตั้งข้อหามาเรื่องการใช้สิทธิภาระจำยอมเท่านั้นศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า

ฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยเปิดทางเดินรายพิพาทคดีนี้ โจทก์อ้างเหตุมาทั้ง 2 ประการคือเป็นทางอันมีภาระจำยอมโดยโจทก์ได้มาทางนิติกรรมและเป็นทางจำเป็นด้วย เพราะที่ของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อมไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ แต่ศาลล่างทั้ง 2 วินิจฉัยต่างกันมากล่าวคือ ศาลชั้นต้นฟังว่า ทางพิพาทอันมีภาระจำยอม แต่ศาลอุทธรณ์ว่าไม่ใช่ทางภาระจำยอม เป็นทางจำเป็นตามมาตรา 1349แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์หาได้ชี้ขาดนอกคำฟ้อง นอกประเด็นตามที่จำเลยฎีกาขึ้นมาไม่ เพราะฟ้องของโจทก์อ้างเหตุเรื่องทางพิพาทมาทั้ง 2 ประการดังกล่าวข้างต้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นอันตกไปจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลยเสีย ให้จำเลยใช้ค่าทนายในชั้นฎีกาเป็นเงิน 75 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นนทประชา · มนูภันย์วิมลสาร · ทรงนิติกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2568

โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับ ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B002 ในศูนย์การค้าของโจทก์ จำเลยให้กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้