Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2219/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านระหว่างจำเลยกับ ท. บิดาโจทก์ทั้งเจ็ด เป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินและบ้านกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินและบ้านนั้นและเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องโดยอ้างว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิในที่ดินและบ้านคนละ 1 ใน 8 ส่วนเท่ากัน จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ ต้องถือทุนทรัพย์แยกกันตามรายตัวโจทก์ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดมีคำขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านคืนหากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท จำนวนหนี้ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ทั้งเจ็ดฟังได้ว่า ท. ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านแทนโจทก์ทั้งเจ็ด การขายที่ดินและบ้านแก่จำเลยเป็นเจตนาลวงและเป็นการฉ้อฉลโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านได้ และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ด ล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ท. ขายที่ดินมรดกบางส่วนไปในขณะที่ยังไม่มีการแบ่งปันมรดกแล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อที่ดินแปลงอื่น ที่ดินที่ซื้อมานั้นไม่ถือว่าเป็นทรัพย์ที่มีสถานะเช่นเดียวกับทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งปันแก่ทายาท ดังนั้น การที่ ท. โอนที่ดินที่ซื้อมาดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์ทั้งเจ็ดไม่อาจฟ้องร้องขอให้เพิกถอนได้ คงมีสิทธิฟ้องร้องขอให้เพิกถอนได้เฉพาะการโอนขายที่ดินที่เป็นมรดกแปลงแรกเท่านั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42037 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 59/101 หมู่ที่ 19 ที่นายทิ้งให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2536 และที่โอนขายที่ดินเฉพาะส่วนแก่จำเลย ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2537 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือกองมรดกของนายทิ้ง หากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระดอกผลจากค่าเช่าบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินและบ้านคืนแก่โจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางชลลดาทายาทของโจทก์ที่ 1 ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนายทิ้งบิดาโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินและบ้านพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเจ็ด คดีของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินและบ้านพิพาทนั้นและเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องโดยอ้างว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทคนละ 1 ใน 8 ส่วนเท่ากัน จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ ต้องถือทุนทรัพย์แยกกันตามรายตัวโจทก์ ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดมีคำขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทคืน หากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท จำนวนหนี้ตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ทั้งเจ็ดฟังได้ว่า นายทิ้งถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์ทั้งเจ็ด การขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่จำเลยเป็นเจตนาลวงและเป็นการฉ้อฉลโจทก์ทั้งเจ็ดโจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านพิพาทได้ และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ทั้งเจ็ดมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งกับนางเจียม นางเจียมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2514 นายทิ้งซื้อที่ดินพิพาท

โฉนดเลขที่ 42037 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มาจากบริษัทเอส.แอล.ซี (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี 2531 ต่อมาเมื่อปี 2535 นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2536 นายทิ้งจดทะเบียนให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้วนายทิ้งจดทะเบียนโอนขายที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งเจ็ดว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนายทิ้งกับจำเลยหรือไม่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากนางเจียมถึงแก่ความตาย นายทิ้งขายที่ดินมรดกที่เป็นทรัพย์สินของนายทิ้งกับนางเจียมอยู่ที่ตำบลคลองหนึ่ง

อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ แล้วนำเงินไปซื้อที่ดิน 3 แปลง คือ ที่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 2 แปลง กับที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อีก 1 แปลง ต่อมาประมาณปี 2531 นายทิ้งขายที่ดินที่อำเภอบางไทรแล้วนำเงินไปซื้อที่ดินพร้อมบ้าน 2 แห่งซึ่งแห่งหนึ่งคือ ที่ดินและบ้านพิพาทนี้ กรณีดังกล่าวต้องถือว่า ที่ดินและบ้านพิพาทได้แปรสภาพมาจากทรัพย์มรดกของนางเจียม จึงเป็นทรัพย์ที่มีสถานะเช่นเดียวกับทรัพย์มรดก เมื่อนายทิ้งโอนขายไปให้แก่จำเลยโดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ยินยอม โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีอำนาจฟ้องติดตามเอาคืนได้ นั้น เห็นว่า แม้จะฟังว่านายทิ้งบิดาโจทก์ทั้งเจ็ดขายที่ดินที่เป็นมรดกบางส่วนไปขณะที่ยังมิได้มีการแบ่งปันมรดก แล้วนำเงินที่ได้มาซื้อที่ดินแปลงอื่น ที่ดินที่ซื้อมานั้นก็ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์ที่มีสถานะเช่นเดียวกับทรัพย์มรดกที่จะต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาทดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้าง

โจทก์ทั้งเจ็ดอาจฟ้องร้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินที่เป็นมรดกแปลงแรกได้ หากการโอนดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบแต่โจทก์ทั้งเจ็ดไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะทายาทของนางเจียมมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนายทิ้งกับจำเลยโดยอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีสถานะเช่นเดียวกับทรัพย์มรดกของนายเจียมได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี ศรีอรุณ · รัตน กองแก้ว · ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้