คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าปรับตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอนอนนักเรียนช่างฝีมือทหารเป็นจำนวนเงิน 230,880 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 14,849.06 บาท รวมเป็นเงิน245,729.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 230,880 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ผิดสัญญากับโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดในเงินค่าปรับ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์ภาพถ่ายสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.5 แล้ว ตามข้อสัญญาข้อ 19 มีข้อความว่า ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญาแต่ผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ (1) ปรับผู้รับจ้างเป็นรายวัน วันละ6,240 บาท นับแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดวันแล้วเสร็จตามสัญญาจนถึงวันที่งานแล้วเสร็จบริบูรณ์ (2) ฯลฯ และข้อ 19 วรรคสองว่า ในระหว่างที่มีการปรับนั้น ถ้าผู้ว่าจ้างเห็นว่าผู้รับจ้างไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิตามข้อ 20 นอกเหนือจากการปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยและสัญญาข้อ 20 มีข้อความว่า
ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้วผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการต่อไปนี้ (1) ริบหลักประกันสัญญาดังกล่าวในสัญญาข้อ 3 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับจากจำเลยเสียก่อนที่จะบอกเลิกสัญญาการที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบงานตามสัญญาให้แก่โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องริบหลักประกันและเรียกค่าปรับเป็นรายวัน วันละ 6,240 บาทนับแต่วันถัดจากวันสิ้นสุดสัญญาถึงวันบอกเลิกสัญญา กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาในระหว่างที่มีการปรับตามสัญญาข้อ 19 วรรคสอง แต่เป็นการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 20 ซึ่งไม่ได้ระบุให้สิทธิแก่โจทก์ในการเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสอง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน