Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้ให้เช่ารับเงินกินเปล่าไว้จากผู้เช่านั้น หาใช่เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ไม่ หากแต่เป็นการรับไว้เนื่องจากผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่าทำสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าไม่ให้ผู้เช่าอยู่ครบกำหนดตามที่ตกลงกัน ผู้เช่าเรียกเงินกินเปล่าคืน เพราะผู้ให้เช่าผิดสัญญาจะต้องใช้อายุความทั่วไป ซึ่งมีกำหนด 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 สัญญาเช่ามิได้จดทะเบียนมีผลบังคับเพียง 3 ปี แต่เมื่อผู้เช่ายังคงครองทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง ย่อมถือได้ว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญากันต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 ดังนั้น ตราบใดที่ผู้เช่ายังเช่าห้องพิพาทอยู่ สิทธิเรียกร้องเงินกินเปล่าของผู้เช่าจึงยังไม่เกิดขึ้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและขอแก้ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖ จำเลยที่ ๑ได้ทำสัญญาให้โจทก์เช่าบ้านโดยตกลงว่าจะให้โจทก์เช่าอยู่ตลอดอายุของโจทก์ภรรยาและบุตรโจทก์ได้ให้เงินกินเปล่าจำเลยที่ ๑ ไป ๑๐๐,๐๐๐ บาทโดยหักหนี้เงินยืมกัน นอกจากนี้โจทก์ได้ซ่อมแซมห้องพิพาทอีก สิ้นเงินไป๕,๐๐๐ บาทเศษ หลังจากโจทก์เช่าอยู่ไม่ถึง ๓ ปี โจทก์ขอร้องให้จำเลยที่ ๑ไปจดทะเบียนการเช่าหลายครั้ง จำเลยที่ ๑ ว่าไม่จำเป็นครั้นเดือนพฤศจิกายน๒๕๐๗ จำเลยที่ ๒ มารดาจำเลยที่ ๑ ได้ขอขึ้นค่าเช่า โจทก์ไม่ตกลงด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๐๘ จำเลยที่ ๑ ได้โอนห้องพิพาทให้จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ได้ฟ้องขับไล่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามได้สมรู้ร่วมคิดกันจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ โดยให้จำเลยคืนเงิน๑๐๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ และใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ไม่ได้อยู่ในห้องเช่าคิดเป็นเงินเดือนละ ๑,๘๗๐ บาท นับแต่วันที่โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในบ้านเช่าจนตลอดชีวิตของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ไม่เคยหักหนี้๑๐๐,๐๐๐ บาทจากโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นคู่สัญญา ไม่ควรต้องรับผิดและจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ขอเพิ่มเติมคำให้การว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๓๗/๒๕๐๘ ของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานคู่ความแถลงรับกันว่า ในการที่โจทก์เช่าห้องพิพาทจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกินเปล่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทจากโจทก์ไว้จริง และได้ทำหนังสือสัญญาเช่ากันไว้ตามเอกสารหมาย จ.๑ แต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าจำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ ศาลฎีกาได้พิพากษาให้ขับไล่โจทก์ และโจทก์ได้ออกจากห้องพิพาทไปแล้ว

ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมไม่เป็นฟ้องซ้ำ คดียังไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องคืนเงิน๑๐๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ค่าเสียหายโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว เพราะเป็นการฟ้องตามลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยไม่ต้องรับผิดคืนเงินกินเปล่าให้โจทก์ถ้าจะรับผิดก็ต้องคำนวณตามส่วนถัวเฉลี่ย เพราะโจทก์ใช้สิทธิตามสัญญามาเป็นเวลา ๑๖ ปีเศษ

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ร่วมรับผิด คืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทด้วยและให้จำเลยร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ชอบจะได้เงินคืนโดยคิดเฉลี่ยหักทอนกับที่โจทก์ได้ประโยชน์ตามสัญญาเช่าบ้างแล้วพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินให้โจทก์ ๖๕,๒๒๐ บาท ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่ต้องคืนเงินให้โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ตามฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๑ รับเงินกินเปล่าไว้จากโจทก์นั้นหาใช่เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ ไม่ หากแต่เป็นการรับไว้เนื่องจากจำเลยยอมให้โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องพิพาท แล้วจำเลยไม่ให้โจทก์อยู่ครบกำหนดตามที่ตกลงกัน โจทก์จึงเรียกเงินกินเปล่าคืน เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าโจทก์เรียกเงินคืนเพราะเหตุจำเลยผิดสัญญา จะต้องใช้อายุความทั่วไปซึ่งมีกำหนด ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ฟ้องโจทก์จึงหาใช่เป็นเรื่องเรียกคืนลาภมิควรได้อันมีอายุความ ๑ ปีสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยมิได้จดทะเบียน มีผลบังคับเพียง ๓ ปีแม้สัญญาเช่าจะสิ้นกำหนดระยะเวลาเช่าแล้วแต่เมื่อผู้เช่ายังคงครองทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง

ย่อมถือได้ว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาเช่ากันต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ ตราบใดที่โจทก์ยังเช่าห้องพิพาทอยู่สิทธิเรียกร้องเงินกินเปล่าคืนของโจทก์จึงยังไม่เกิดขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ ๑ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์คิดหักทอนตามส่วนเฉลี่ยที่โจทก์ได้ใช้ประโยชน์ห้องพิพาทเป็นเวลาถึง ๑๖ ปี และพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๑ รับผิดเพียง ๖๕,๒๒๐ บาท ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไข และที่ขอให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ รับผิดคืนเงินกินเปล่าร่วมกับจำเลยที่ ๑และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ มิได้เป็นคู่สัญญารับเงินกินเปล่าจากโจทก์ ส่วนที่โจทก์ต้องออกจากห้องพิพาทก็โดยผลแห่งกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาในคดีก่อนให้ขับไล่โจทก์และไม่ใช่เป็นเรื่องจำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๘๐๐ บาทแทนจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · ธานินทร์ กรัยวิเชียร · ศิริ อติโพธิ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตรัง - นายเทพฤทธิ์ ศิลปนันท์
ศาลอุทธรณ์ - นายไพโรจน์ ไวตาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้