Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2205/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าทรัพย์สินโจทก์ทั้งสามมิได้สูญหายจริง แม้จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นว่ากันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่า จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามสัญญาเช่าตู้นิรภัยเป็นการเช่าเพื่อเก็บทรัพย์สินซึ่งตู้นิรภัยอยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 1 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะไม่รู้เห็นการนำทรัพย์สินเข้าเก็บหรือนำออกจากตู้นิรภัย จำเลยที่ 1 ก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดหากทรัพย์สินที่เก็บในตู้นิรภัยนั้นสูญหายจริง และข้อเท็จจริงยังปรากฏว่ามีลายนิ้วมือแฝงที่ตู้นิรภัยซึ่งมิใช่ของโจทก์ที่ 1และที่ 2 และมิใช่ของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วยเป็นข้อที่ชี้ให้เห็นว่า มีคนร้ายเข้าไปเปิดตู้นิรภัยและนำเอา ทรัพย์สินที่เก็บไปจริง จำเลยที่ 1 อ้างว่าอาจเป็นลายนิ้วมือแฝงของคนของโจทก์ท

เนื้อความคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าทรัพย์สินโจทก์ทั้งสามมิได้สูญหายจริง แม้จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นว่ากันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่า จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามสัญญาเช่าตู้นิรภัยเป็นการเช่าเพื่อเก็บทรัพย์สินซึ่งตู้นิรภัยอยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 1 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะไม่รู้เห็นการนำทรัพย์สินเข้าเก็บหรือนำออกจากตู้นิรภัย จำเลยที่ 1 ก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดหากทรัพย์สินที่เก็บในตู้นิรภัยนั้นสูญหายจริง และข้อเท็จจริงยังปรากฏว่ามีลายนิ้วมือแฝงที่ตู้นิรภัยซึ่งมิใช่ของโจทก์ที่ 1และที่ 2 และมิใช่ของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วยเป็นข้อที่ชี้ให้เห็นว่า

มีคนร้ายเข้าไปเปิดตู้นิรภัยและนำเอา ทรัพย์สินที่เก็บไปจริง จำเลยที่ 1 อ้างว่าอาจเป็นลายนิ้วมือแฝงของคนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 นั้นก็เป็นการคาดคะเน โดยปราศจากข้อเท็จจริงสนับสนุน การที่คนร้ายลักเอาทรัพย์สิน ในตู้นิรภัยไปถือเป็นความบกพร่องในหน้าที่ของจำเลยที่ 1ในการดูแลป้องกันภัยแก่ทรัพย์สิน ความระมัดระวังของจำเลยที่ 1 จึงไม่พอ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิด ชดใช้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทรัพย์บางรายการโจทก์ที่ 1 และที่ 2 รับฝากไว้จาก อ.โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดชอบต่ออ. ย่อมถือเป็นความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับผิดชอบเช่นกันคดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาด้วยกันเพื่อความสะดวกให้เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเรียกโจทก์สำนวนหลังว่า

โจทก์ที่ 3ให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 สำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับโจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องรวมใจความว่า โจทก์ที่ 1ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาเช่าตู้นิรภัยของจำเลยที่ 1 สาขาบ้านโป่งแล้วนำทรัพย์สินมีค่าจำพวกเครื่องเพชรและเครื่องทองเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยดังกล่าว ต่อมาได้มีคนร้ายลักลอบลักเอาทรัพย์สินมีค่าที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เช่าไปรวม15 รายการ คิดเป็นเงิน 297,000 บาท และตู้นิรภัยที่โจทก์ที่ 3เช่าไปรวม 5 รายการ คิดเป็นเงิน 45,000 บาท โดยความบกพร่องหรือด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งห้า

ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 297,000 บาทแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และจำนวน 45,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันว่าขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชำระเงินจำนวน 297,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2และจำนวน 45,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยทั้ง 2 รายการในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จยกฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 219,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และจำนวน45,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยทั้งสองรายการในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จยกฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ด้วย

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามมิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งถึงพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการป้องกันดูแลอย่างไรบ้าง เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสามบรรยายชัดเจนอันเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ดูแลตู้นิรภัยและลูกกุญแจธนาคารให้ดี เป็นเหตุให้คนร้ายลักเอาทรัพย์สินที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยที่โจทก์ทั้งสามเช่าจากจำเลยที่ 1 ไปได้ ทำให้โจทก์ทั้งสามเสียหาย เป็นคำฟ้องที่ได้ความแจ้งชัดถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ว่ามีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการดูแลตู้นิรภัยและลูกกุญแจธนาคารให้ดีเพื่อป้องกันภัยแก่ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยที่เช่าจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ยังใช้ความระมัดระวังนั้นไม่ดีพอเป็นผลให้คนร้ายลักเอาทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามไปได้ฟ้องโจทก์ทั้งสามดังกล่าวนี้จึงแจ้งชัดทั้งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้วฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงไม่เคลือบคลุม

ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นและสำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ทรัพย์สินโจทก์ทั้งสามมิได้สูญหายจริงและจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบเพราะมิได้กระทำการละเมิดโจทก์นั้น สำหรับสำนวนที่ 2 แม้จำเลยที่ 1จะได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐานจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยในข้อนี้ให้เป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกเห็นว่า ตามสัญญาให้เช่าและเช่าตู้นิรภัยระหว่างโจทก์ที่ 1และที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย

ล.1 ถึง ล.3 นั้นสรุปได้ความว่าเป็นการเช่าตู้เพื่อเก็บทรัพย์สินที่เรียกว่าตู้นิรภัยที่อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 1 โดยตลอด จำเลยที่ 1จึงมีหน้าที่รับผิดชอบในความปลอดภัยของทรัพย์สินที่เก็บในตู้นิรภัยนั้นโดยมีข้อจำกัดความรับผิดเฉพาะที่ต้องด้วยเงื่อนไขที่ปรากฏตามข้อสัญญาข้อที่ 10 เท่านั้น ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่มีส่วนรู้เห็นในรายละเอียดการนำทรัพย์สินเข้าเก็บหรือนำออกแต่ละครั้งก็ตามจำเลยที่ 1 ก็ยังคงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดหากทรัพย์สินที่เก็บในตู้นิรภัยนั้นสูญหายจริง และจากข้อเท็จจริงมีลายนิ้วมือแฝงปรากฏที่บริเวณตู้นิรภัยซึ่งมิใช่ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แม้จะมิใช่ของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ด้วยก็ตามก็เป็นข้อที่ชี้ให้เห็นในทางว่า

มีบุคคลอื่นเป็นคนร้ายเข้าไปเปิดตู้นิรภัยและนำเอาทรัพย์สินที่เก็บนั้นไปจริง ข้อเถียงของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าอาจเป็นลายนิ้วมือแฝงของคนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ติดใจขอพิสูจน์ประการใดทั้ง ๆ ที่ทุกครั้งที่โจทก์ที่ 1และที่ 2 หรือคนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มาขอเปิดตู้นิรภัยนั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และต้องมีการลงชื่อไว้ด้วยข้อเถียงของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนี้จึงเลื่อนลอยตลอดจนเหตุอื่นที่จำเลยที่ 1 ยกเป็นข้อสงสัยโจทก์ที่ 1 และที่ 2นั้นก็ล้วนแต่เป็นข้อสรุปที่เป็นการคาดเดา เอาเองโดยปราศจากข้อเท็จจริงสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างความน่าเชื่อถือของพยานโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่นำสืบว่า

ทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1และที่ 2 ที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยนั้นได้ถูกคนร้ายลักเอาไปจริงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการดูแลป้องกันภัยแก่ทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่เก็บในตู้นิรภัยนั้น ความระมัดระวังของจำเลยที่ 1 จึงไม่พอ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยเต็มภาคภูมิ ส่วนทรัพย์ตามรายการที่ 1 ถึงที่ 4 นั้นแม้จะได้ความว่าเป็นทรัพย์สินของนางอ้อยทิพย์ มิใช่ทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1และที่ 2 ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้รับฝากไว้จากนางอ้อยทิพย์ ซึ่งย่อมมีนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดชอบต่อนางอ้อยทิพย์ ย่อมถือเป็นความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์ที่ 1และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับผิดชดใช้เช่นกันฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย วิมลเศรษฐ · พูนศักดิ์ จงกลนี · วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้