Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2195/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ อ. วันเกิดเหตุ อ. โดยสารเครื่องบินของจำเลยที่ 1 มา และนักบินซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กระทำในทางการที่จ้างโดยประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังบินต่ำเกินไปก่อนถึงสนามเป็นเหตุให้เครื่องบินชนโรงงานและ อ. เสียชีวิตเป็นเหตุให้โจทก์ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย ดังนี้ ฟ้องไม่เคลือบคลุม รายได้ปกติของสามีโจทก์ประมาณเดือนละ 45,000 บาท มีบุตรเกิดจากภรรยาเดิมที่จะต้องรับอุปการะเลี้ยงดู 1 คน และอาจมีบิดามารดาที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูอยู่อีกโจทก์เองไม่มีบุตรกับสามี ศาลกำหนดค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 15,000 บาท แต่ให้ได้รับคราวเดียวเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งโจทก์อาจนำเงินนี้ไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มั่นคงเช่นฝากธนาคาร ก็จะได้ดอกเบี้ยตลอดไปไม่น้อยกว่ารายได้แต่ละเดือนที่โจทก์ควรจะได้จากสามี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ขาดค่าอุปการะเลี้ยงดู เดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าเสียหายในเรื่องอื่น ๆ ให้ยกศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ขาดค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจกท์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1ก่อนว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายให้ทราบแล้วหรือไม่ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะเหตุใด เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ในเรื่องนี้บรรยายโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอับราฮัมซี.

เมเยอร์ วันเกิดเหตุสามีโจทก์โดยสารเครื่องบินของจำเลยที่ 1 มา และนักบินซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กระทำในทางการที่จ้างโดยประมาทเลินเล่อ ปราศจากความระมัดระวัง บินต่ำเกินไปก่อนถึงสนามบินเป็นเหตุให้เครื่องบินชนโรงงานปั่นด้ายของบริษัทอุตสาหกรรมทอผ้าไทย จำกัดและสามีโจทก์เสียชีวิต เป็นเหตุให้โจทก์ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายซึ่งเป็นฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมฎีกาของจำเลยในเรื่องนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า นักบินลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่อ หากเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามฟ้องข้อ 2 ของโจทก์ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1รับผิดในฐานะผู้ขนส่งทางอากาศ ซึ่งใช้ยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล ส่วนจำเลยอื่น ๆ ที่โจทก์ฟ้องรวมเข้ามาแต่แรกนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศภาคพื้นดิน ศาลจึงกำหนดประเด็นข้อนำสืบว่า นักบินของจำเลยที่ 1 และพนักงานของจำเลยที่ 2, 3, 5กระทำการโดยประมาทหรือไม่ และครั้งแรกศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย จึงให้จำเลยนำสืบก่อนว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยหรือเป็นเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายเอง แต่เนื่องจากคดีนี้ต่อมาได้รวมการพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีกหลายคดีซึ่งโจทก์แต่ละคนฟ้องให้จำเลยรับผิดในเหตุเดียวกัน ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์แต่ละสำนวนนำสืบก่อน จึงเปลี่ยนหน้าที่นำสืบในคดีนี้ตามไปด้วย และต่อมาโจทก์ก็ถอนฟ้องจำเลยอื่น

ๆ ทั้งหมด คงเหลือที่เป็นคดีพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เท่านั้น ฉะนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะให้โจทก์นำสืบก่อน แต่ภาระการพิสูจน์ตามกฎหมายก็ยังเป็นของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่า ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเป็นเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายเอง ซึ่งข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานแม้แต่ปากเดียวที่จะนำสืบให้ศาลเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นความผิดของผู้ต้องเสียหายเอง คงมีแต่พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ที่ฟังได้ว่า ก่อนที่นักบินของจำเลยที่ 1 จะนำเครื่องบินลงได้มีการติดต่อระหว่างผู้ควบคุมอากาศยานด้วยเรดาร์กับนักบินของจำเลยที่ 1 เมื่อนักบินแจ้งว่าเห็นทางวิ่ง 21 ซ้ายแล้ว

เจ้าหน้าที่ควบคุมอากาศยานด้วยเรดาร์ก็โอนการติดต่อให้กับหอบังคับการบิน เมื่อหอบังคับการบินสั่งให้นักบินลงที่ทางวิ่ง 21 ซ้าย นักบินแจ้งว่าทราบแล้ว ซึ่งปรากฏการเจรจาอยู่ในเทปบันทึกเสียง แล้วต่อมาเครื่องบินของจำเลยที่ 1 ก็หายไปจากจอเรดาร์ และพุ่งเข้าชนโรงงานบริษัทอุตสาหกรรมทอผ้าไทย จำกัด ก่อนถึงสนามบินเพียงเล็กน้อย ทั้งปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุมีเครื่องบินของสายการบินอื่น ๆ มาลงที่ทางวิ่ง 21 ซ้ายหลายลำ โดยไม่เกิดอุบัติเหตุใด ๆ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องนี้จึงฟังไม่ขึ้นสำหรับประเด็นเรื่องความเสียหายของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนเดือนละ 20,000 บาทเวลา 10 ปี เป็นเงิน 2,400,000 บาท และทั้งสองฝ่ายต่างฎีกาโต้แย้งกันโดยโจทก์ฎีกาว่า

ควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเดือนละ 20,000 บาทเป็นเวลา 27 ปี แต่โจทก์เรียกร้องเพียง 4,300,000 บาท แต่จำเลยที่ 1ฎีกาว่า โจทก์ควรมีสิทธิได้รับเพียงเดือนละ 3,546 บาท เท่าอัตราเฉลี่ยที่โจทก์เคยได้รับ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีนั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ที่ไม่ได้เถียงกัน ก็คือโจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอับราฮัม ซี.เมเยอร์ และโจทก์ไม่มีรายได้อย่างอื่น ซึ่งถ้าสามีโจทก์ไม่เสียชีวิต สามีโจทก์ก็ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามความสามารถและฐานะของตน ฉะนั้น เมื่อสามีโจทก์ถึงแก่กรรม โจทก์ย่อมขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย และชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยโดยไม่ต้องคำนึงว่า ในระหว่างอยู่กินด้วยกันสามีโจทก์ได้อุปการะโจทก์เพียงใดหรือไม่ ในการพิจารณาว่าโจทก์ควรจะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีเท่าใดนั้น ก็จำต้องพิจารณาความสามารถและฐานะของทั้งสองฝ่ายประกอบกัน ข้อเท็จจริงในเรื่องรายได้ของสามีโจทก์ฟังได้ว่า ในขณะสามีโจทก์เสียชีวิต

สามีโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเกียวซอทจำกัด โดยไปทำงานที่ประเทศอียิปต์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 1,160.98เหรียญสหรัฐ ได้เบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละ 130 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้มีค่าทำงานนอกสถานที่และค่าอาหารอีกวันละ 33 เหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงิน 2,320.80 เหรียญสหรัฐ และมีค่าทำงานนอกเวลาอีกชั่วโมงละ 21 เหรียญสหรัฐ วันละ 3-4 ชั่วโมง รวมรายได้เฉลี่ยของสามีโจทก์ประมาณเดือนละ 2,800 เหรียญสหรัฐ หรือเป็นเงินไทยประมาณ 60,000 บาทรายได้ของสามีโจทก์นี้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่ใช่รายได้ที่แน่นอนตายตัวเพราะเบี้ยเลี้ยงก็ดี ค่าทำงานนอกสถานที่ก็ดี ค่าอาหาร หรือค่าทำงานนอกเวลาก็ดี ล้วนแต่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของงานและสถานที่ที่ทำงาน

เช่นถ้าสามีโจทก์ทำงานภายในสถานที่ในประเทศของตน ก็อาจมีรายได้น้อยกว่าที่โจทก์นำสืบมาก ฉะนั้น รายได้ตามปกติของสามีโจทก์ที่สามารถจะอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวได้ จึงประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 45,000 บาท ต่อเดือน เมื่อคำนึงว่าสามีโจทก์มีบุตรซึ่งเกิดจากภรรยาเดิมที่จะต้องรับอุปการะเลี้ยงดู 1 คน และอาจมีบิดามารดาที่จะต้องอุปการะอยู่อีก โจทก์เองก็ไม่มีบุตรกับสามี ฉะนั้น จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 15,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ได้รับเดือนละ 20,000 บาท จึงเป็นการสูงเกินสมควร ฎีกาของจำเลยในเรื่องนี้ฟังขึ้นปัญหาต่อไปที่ว่า โจทก์ควรจะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเวลากี่ปีนั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้สามีโจทก์จะเป็นคนมีสุขภาพดี มีโอกาสที่จะมีชีวิตยืนยาวเกินกว่า 65 ปีก็ตาม แต่ค่าสินไหมทดแทนนี้ ศาลอุทธรณ์มิได้กำหนดให้โจทก์ได้รับเป็นรายเดือนตลอดไป แต่ให้ได้รับคราวเดียวโดยกำหนดให้เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งโจทก์อาจนำเงินจำนวนนี้ไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มั่นคง เช่น ฝากธนาคาร ก็จะได้ดอกเบี้ยตลอดไปไม่น้อยกว่ารายได้แต่ละเดือนที่โจทก์ควรจะได้จากสามี ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพียง 3 ปี เพราะโจกท์อายุเพียง 27 ปี สามารถทำงานประกอบอาชีพได้เองนั้น เห็นว่ายังไม่มีข้อเท็จจริงหรือเหตุผลใดที่จะเป็นไปได้เช่นนั้น ฎีกาของโจทก์และจำเลยในเรื่องนี้จึงฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้พับไปทั้งสองฝ่าย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระ ทรัพยไพศาล · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · สุชาติ จิวะชาติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้