Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2186/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ผลตอบแทนการลงแรงเป็นหุ้นในบริษัท 2,000 หุ้น โดยไม่ได้ออกเงิน ซึ่งถือว่าโจทก์ได้ลงเงินในบริษัท ก. ผลประโยชน์ที่ได้จากการเป็นหุ้นส่วนจึงโอนมาเป็นหุ้นในบริษัท ก. แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องในฐานะหุ้นส่วนตามสัญญาห้างหุ้นส่วนอีกต่อไป เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์อ้างเพียงว่า สัญญาห้างหุ้นส่วนยังไม่เลิกกันโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ได้แต่ไม่ได้อุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องในฐานะหุ้น ส่วนตามสัญญาห้างหุ้นส่วนเพราะผลประโยชน์ที่ได้จากการเป็นหุ้นส่วนโอนมาเป็นหุ้น ในบริษัท ก. อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินตามฟ้องแล้ว ข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวยุติไป ดังนั้นปัญหาว่าสัญญาห้างหุ้น ส่วนเลิกกันแล้วหรือไม่ แม้วินิจฉัยก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2532 โจทก์จำเลยที่ 1 และนายชิน เพิ่มพูล ทำสัญญาร่วมหุ้นส่วนซื้อขายที่ดิน โดยนายชินนำที่ดิน 2 แปลงเนื้อที่ประมาณ 62 ไร่เศษมาร่วมลงทุนด้วยตีราคาไร่ละ 13,000 บาท ขณะเดียวกันได้ร่วมกันซื้อที่ดินจากบุคคลภายนอกซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันรวม 6 แปลงจำนวนเนื้อที่ประมาณ 81 ไร่เศษ ราคาไร่ละ 7,000 บาท รวมเป็นที่ดิน 144 ไร่เศษ ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2533 โจทก์ จำเลยที่ 1และนายชินร่วมกันทำโครงการพัฒนาที่ดินและจัดตั้งบริษัทเกษตรนิมิต จำกัด โดยโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและถือหุ้นแทนนายชิน ส่วนจำเลยที่ 1 และภรรยา จำเลยที่ 2 และภรรยาจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้น มีโจทก์ที่ 1 และที่ 2เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ วันที่ 11 กรกฎาคม 2533 บริษัทเกษตรนิมิตจำกัด

ทำโครงการพัฒนาที่ดินขอกู้เงินจากธนาคารโดยนำที่ดินรวม 8 แปลง โอนเป็นชื่อของบริษัทและจดทะเบียนจำนองเป็นประกันในวงเงิน 1,430,000 บาท เพื่อนำมาพัฒนาที่ดินตามโครงการแต่จำเลยที่ 1 นำเงินไปพัฒนาที่ดินทำถนนตามโครงการเพียง140,000 บาท ส่วนเงินที่เหลืออีก 1,290,000 บาท จำเลยที่ 1กับพวกนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัววันที่ 25 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1ได้รับมอบหมายให้ขายที่ดินรวม 8 แปลง ดังกล่าวข้างต้น เนื้อที่รวม 144 ไร่เศษ เป็นเงิน 3,100,000 บาท โดยเจตนาไม่สุจริตได้ยักยอกเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก โดยให้จำเลยที่ 2 รับไป 220,000 บาท จำเลยที่ 3 รับไป 1,000,000บาท จำเลยที่ 4 รับไป 100,000 บาท และจำเลยทั้งสี่ได้แจ้งเลิกบริษัทเกษตรนิมิต

จำกัด ดังกล่าวหลังขายที่ดิน 8 แปลงไปแล้วโดยไม่สุจริต เมื่อคิดรายรับจ่ายและนำรายจ่ายหักออกจากรายได้แล้วคงเหลือเงินที่จะนำมาแบ่งระหว่างโจทก์จำเลยและนายชิน จำนวน 3,002,700 บาท คิดเป็นรายได้ต่อคนจำนวน1,000,900 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 1,000,900บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า เดิมโจทก์ชักชวนจำเลยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินทั้งหมด เงินลงทุนบางส่วนจำเลยที่ 1ยืมจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 และใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 เพื่อเป็นหลักประกัน แล้วก่อตั้งบริษัทเกษตรนิมิตจำกัด โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด และให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นโดยโจทก์ไม่ได้จ่ายเงินเลย ที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นแทนนายชินนั้นเป็นการตกลงระหว่างโจทก์กับนายชินเอง

จำเลยที่ 1 ไม่ทราบและไม่รับรอง ต่อมาบริษัทเกษตรนิมิตรจำกัด ได้นำที่ดินไปจำนองเพื่อนำเงินมาพัฒนาที่ดินและใช้หนี้ค่าที่ดินที่จำเลยทั้งสี่ออกไปก่อนบางส่วน เมื่อบริษัทขายที่ดินได้จึงนำเงินไปใช้หนี้จำนอง การดำเนินกิจการบริษัทปรากฎว่าไม่มีกำไร จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีจำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ที่จะต้องชดใช้ให้โจทก์ตามฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์นายชิน เพิ่มพูล และจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมลงทุนค้าที่ดินเป็นการเข้าเป็นหุ้นส่วนแล้ว โดยโจทก์และนายชินลงแรงในการติดต่อหาซื้อที่ดิน

ต่อมามีการตกลงกันตั้งบริษัทเกษตรนิมิตจำกัด มีการโอนที่ดินซึ่งเป็นส่วนของผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนให้บริษัทเป็นการลงทุนในบริษัทและผู้เป็นหุ้นส่วนได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ส่วนโจทก์ได้ผลตอบแทนการลงแรงเป็นหุ้นในบริษัท 2,000 หุ้น โดยไม่ได้ออกเงิน ซึ่งถือว่าโจทก์ได้ลงเงินในบริษัท ผลประโยชน์ที่ได้จากการเป็นหุ้นส่วนจึงโอนมาเป็นหุ้นในบริษัทแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องในฐานะหุ้นส่วนตามสัญญาห้างหุ้นส่วนอีกต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งข้อ 2 ก. และ ข.อ้างเพียงว่า สัญญาห้างหุ้นส่วนยังไม่เลิกกันโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ได้ ไม่ได้อุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องในฐานะหุ้นส่วนตามสัญญาห้างหุ้นส่วนเพราะผลประโยชน์ที่ได้จากการเป็นหุ้นส่วนโอนมาเป็นหุ้นในบริษัทเกษตรนิมิตร

จำกัด อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินตามฟ้องแล้วแต่อย่างใด ข้อวินิจฉัยข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาว่าสัญญาห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วหรือไม่นั้น ถึงวินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงเพราะไม่ว่าสัญญาห้างหุ้นส่วนจะเลิกกันหรือไม่ก็ตามสิทธิเรียกร้องในผลประโยชน์จากสัญญาห้างหุ้นส่วนของโจทก์ก็สิ้นไปเนื่องจากโจทก์ได้ผลประโยชน์นั้นเป็นหุ้นในบริษัทเกษตรนิมิตจำกัด ไปดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ทั้งหมดแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพินทร บรรจงศิลป · อำนวย สุขพรหม · ปรีชา นาคพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้