Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2178/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีหมายเลขแดงที่ 796/2547 ของศาลล้มละลายกลางปรากฏว่าบริษัท บ. เป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับบริษัท ล. เป็นหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5810/2539 ของศาลแพ่งและจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้ล้มละลายซึ่งศาลในคดีดังกล่าวได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าวนำสืบไม่ได้ตามข้อสันนิษฐานตามที่กล่าวมาในฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีหรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สินแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว พิพากษายกฟ้อง โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งจะต้องรับโอนมาซึ่งบรรดาสิทธิและหน้าที่ที่บริษัท บ. ผู้โอนมีต่อจำเลยทั้งสองด้วย ดังนั้น การที่โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีก โดยอ้างว่าเมื่อได้ยึดทรัพย์จำนองของบริษัท ล. แล้วไม่พอชำระหนี้โจทก์ทั้งหมด และจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ก็เป็นเหตุดังที่เคยอ้าง และศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน จึงเป็นการนำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องร้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีประเด็นแห่งคดีอย่างเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และเหตุที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นก็เป็นมูลเหตุเช่นเดียวกันซึ่งศาลได้พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายฯ มาตรา 14 ส่วนที่โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 17729/2540 ของศาลแพ่งมาด้วยก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 1,000,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์นำมูลหนี้ส่วนนี้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้ด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5810/2539 ของศาลแพ่ง มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวมาจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งสองกับบริษัทหลักสี่สวนหลวง จำกัด ซึ่งในคดีนั้นศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองกับบริษัทดังกล่าวร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,917,353.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของเงินต้น 6,139,115.29 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ธันวาคม 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้เจ้าหนี้เดิม หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้เดิม โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา

เจ้าหนี้เดิมดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวที่จำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ไว้เป็นเงิน 9,770,900 บาท คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องคดีนี้ (วันที่ 7 เมษายน 2549) จำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวค้างชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 19,395,231.23 บาท เมื่อนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวหักออกแล้วจำเลยทั้งสองและบริษัทนั้นยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อีก 9,624,311.23 บาท (ที่ถูก 6,624,331.23 บาท) นอกจากนี้โจทก์ยังได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 17729/2540 ของศาลแพ่งมาจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 1 และบริษัทหลักสี่สวนหลวง จำกัด ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 และบริษัทดังกล่าวชำระเงินแก่เจ้าหนี้เดิมเป็นเงิน 56,668.40 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของเงินต้น 51,834.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่คืนกับค่าทนายความอีก 6,500 บาท ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 แต่จำเลยที่ 1 และบริษัทดังกล่าวไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์เคยนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 796/2547 ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2547 หนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป ขอให้ยกฟ้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่สืบพยาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ ข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 796/2547 ของศาลล้มละลายกลางหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องการฟ้องซ้ำนั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน..." ในคดีหมายเลขแดงที่ 796/2547 ของศาลล้มละลายกลางนั้น

ปรากฏว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองและบริษัทหลักสี่สวนหลวง จำกัด ล้มละลาย โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวเป็นหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5810/2539 ของศาลแพ่ง และจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งศาลในคดีดังกล่าวได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าวนำสืบไม่ได้ตามข้อสันนิษฐานตามที่กล่าวมาในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ และโจทก์ในคดีดังกล่าวยังไม่ได้ยึดทรัพย์จำนองที่เป็นหลักประกันและทรัพย์สินอื่นที่เป็นที่ดินอีกที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์ในคดีดังกล่าวก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สินแต่อย่างใด จึงฟังไม่ด่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว

พิพากษายกฟ้อง โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวซึ่งจะต้องรับโอนมาซึ่งบรรดาสิทธิและหน้าที่ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ผู้โอนที่เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวมีต่อจำเลยทั้งสองด้วย ดังนั้นการที่โจทก์นำมูลหนี้ตมคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีกโดยอ้างว่า เมื่อได้ยึดที่ดินทรัพย์จำนองของบริษัทหลักสี่สวนหลวง จำกัด แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ไม่พอชำระหนี้โจทก์ทั้งหมดและจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ก็เป็นเหตุดังที่เคยอ้าง และศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน จึงเป็นการนำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องร้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีประเด็นแห่งคดีอย่างเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่และเหตุที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นก็เป็นมูลเหตุเช่นเดียวกันซึ่งศาลได้พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน

ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ส่วนที่โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 17729/2540 ของศาลแพ่งด้วยก็ตามแต่ก็ปรากฏว่าหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวนี้มีเพียงเล็กน้อย ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้คำนวณยอดหนี้ส่วนนี้คิดถึงฟ้องมาด้วยว่ามีจำนวนเท่าใด อย่างไรก็ตามยอดหนี้ส่วนนี้หากคิดถึงวันฟ้องก็มีไม่เกิน 1,000,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมูลหนี้ส่วนนี้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้ด้วย ดังนั้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษายกฟ้องนั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดิเรก อิงคนินันท์ · ไพโรจน์ วายุภาพ · วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้