Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2177/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ฉะนั้นปัญหา ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วศาลฎีกาจึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยอีก จำเลยมีธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมไว้เพื่อนำออกใช้และจำเลยได้นำธนบัตรดังกล่าวไปใช้ซื้อผลไม้จากผู้เสียหายถือได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244แล้ว แม้ว่าผู้เสียหายจะยังไม่ทันรับไว้สมบูรณ์ด้วยการ ทอนเงินที่เหลือจากค่าซื้อผลไม้แก่จำเลยก็ตาม ปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกแก่จำเลยหนักเกินไปหรือไม่แม้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาก็ตาม แต่เมื่อ ฎีกาของจำเลยได้ขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยปัญหาข้อกฎหมาย หากศาลฎีกา เห็นว่าโทษที่จำเลยจะพึงได้รับตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ รุนแรงเกินไป ศาลฎีกาก็ชอบที่จะยกขึ้นพิจารณาได้เพื่อ ให้เกิดประโยชน์แก่ความยุติธรรม และพิพากษาวางโทษ จำคุกแก่จำเลยในสถานเบากว่านั้นได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 244, 91, 83 และริบของกลางจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันใช้ธนบัตรปลอมกับผู้เสียหายที่ 1 ให้จำคุกคนละ 7 ปี ฐานร่วมกันใช้ธนบัตรปลอมกับผู้เสียหายที่ 2 ให้จำคุกคนละ 7 ปี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นจำคุกคนละ 14 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ7 ปี ของกลางริบจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันใช้ธนบัตรปลอมกับผู้เสียหายที่ 1 จำคุก 3 ปี และร่วมกันใช้ธนบัตรปลอมกับผู้เสียหายที่ 2 จำคุก 3 ปี

รวมสองกระทง จำคุกคนละ 6 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยทั้งสองเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ฉะนั้น ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสองไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมก็ดี หรือการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศให้อ่อนแอ และไม่มีเถยจิตเป็นโจร หรือไม่มีเจตนากระทำความผิดก็ดี ถือว่าได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาจึงจะไม่ยกขึ้นวินิจฉัยอีกส่วนปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นความผิดอยู่ในขั้นพยายามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 หรือ 81 หรือไม่นั้น

เห็นว่าเรื่องนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งใด ๆ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม ต้องระวางโทษ" ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมดังกล่าวไว้เพื่อนำออกใช้โดยได้ใช้ซื้อผลไม้จากผู้เสียหายที่ 1 กรณีก็ถือได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแม้ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะยังไม่ทันรับไว้สมบูรณ์ด้วยการทอนเงินที่เหลือจากค่าซื้อผลไม้แก่จำเลยทั้งสองแล้วก็ตาม จำเลยทั้งสองก็ต้องมีความผิดตามฟ้องมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วางโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองหนักเกินไปหรือไม่ซึ่งข้อนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกา แต่ในเมื่อฎีกาของจำเลยทั้งสองได้ขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยปัญหาข้อกฎหมายหากศาลฎีกาเห็นว่า

โทษที่จำเลยทั้งสองจะพึงได้รับตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 รุนแรงเกินไปแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ชอบที่จะยกขึ้นพิจารณาได้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ความยุติธรรม และรูปคดีจึงด้วยเหตุดังกล่าวตามพฤติการณ์ในสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วางโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองกระทงละ 3 ปี เห็นว่าหนักไป ควรที่จะได้วางโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองในสถานเบากว่านั้น และโดยเฉพาะจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นภริยา โดยสภาพชนบทน่าจะเป็นแต่ผู้ที่คอยคล้อยตามจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี จึงเพื่อให้เกิดความเหมาะสมแก่โทษานุโทษของแต่ละคนตามสภาวะแวดล้อมของสังคมและท้องถิ่น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี และปรับ 10,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้หญิงในฐานะภริยาน่าจะไม่ใช่ตัวการสำคัญ ทั้งไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนสมควรให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อ 1 ครั้งเป็นระยะเวลา 1 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่เจ้าพนักงานและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรครั้งละไม่เกิน 3 ชั่วโมง รวมแล้วมีกำหนด 12 ชั่วโมง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพิณ บุญสิทธิ์ · สิงหะ สัตยธรรม · กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้