Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 217/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80โดยบรรยายฟ้องด้วยว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความตามคำแถลงรับของทนายจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลตามใบรับรองแพทย์ต้องใช้เวลาในการรักษามากกว่า 20 วัน จึงจะหายเป็นปกติจึงฟังได้ว่าผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า20 วัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8) แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในบทที่หนักกว่าศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความอันเป็นบทที่เบากว่าได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 และขอให้ริบของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุก 10 ปีจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลางจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงนายอดุลย์หรืออาดุล สนทา ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณเข่าขวา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนายจันทร์หรือบุญจันทร์ สีดาเพ็ง เบิกความยืนยันว่า คืนเกิดเหตุพยานโจทก์ทั้งสองเดินตามคันนาห่างกระท่อมจำเลยประมาณ20 เมตร โดยมีโคมไฟส่องหากบ ใช้แบตเตอรี่ติดที่ศีรษะ มีเสียงสุนัขเห่า พยานโจทก์ทั้งสองเห็นจำเลยนั่งคุกเข่าใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงมา 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณเข่าขวาของผู้เสียหาย จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยเข้าใจว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นคนร้ายจะเข้ามาทำร้ายจำเลยเนื่องจากจำเลยตะโกนถามว่าใคร แต่พยานโจทก์ทั้งสองก็ยังไม่หยุดเดิน กลับเดินเข้ามาและส่องไฟมาทางจำเลย ทำให้ตาจำเลยพร่ามัว ไม่ทราบว่าเป็นใครและประสงค์อะไร จำเลยย่อมสำคัญผิดว่าเป็นคนร้ายนับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง

การที่จำเลยยิงปืนไปเพียงนัดเดียวในระยะต่ำทั้งเมื่อทราบว่าเป็นใครแล้วก็ไม่กระทำต่อและให้ความช่วยเหลือ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองพอสมควรแก่เหตุ เห็นว่า ข้อนี้จำเลยเองเบิกความรับว่า ได้ยินเสียงสุนัขเห่าก็ตื่นขึ้นเห็นแสงไฟสีนวล 2 ดวง มุ่งมาทางกระท่อม จำเลยจึงหยิบอาวุธปืนลูกซองยาวออกมา ร้องตะโกนให้ถอยหลังไปรวม 3 ครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับยังคงเดินเข้ามาพร้อมทั้งฉายไฟใส่หน้าจำเลย จำเลยตกใจคิดว่าจะถูกยิง จำเลยจึงยิงขู่ไปทางแสงไฟ 1 นัด ดังนี้ หากพยานโจทก์ทั้งสองเป็นคนร้ายคงจะไม่เปิดไฟให้คนอื่นเห็นและเมื่อได้ยินเสียงจำเลยตะโกนก็น่าจะวิ่งหลบหนีไปตั้งแต่ได้ยินครั้งแรกแล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยตะโกนถึง 3 ครั้ง

พยานโจทก์ทั้งสองก็ยังคงเดินตามปกติไม่มีพฤติการณ์ที่ส่อแสดงให้เห็นว่าจะเข้าไปทำร้ายจำเลยแต่อย่างใดยิ่งกว่านั้นตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเดินตามคันนาผ่านกระท่อม และตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า มีรูกระสุนปืนเข้าที่ด้านนอกของเข่าขวา กระสุนปืนตุง อยู่ที่ด้านในของเข่าซ้ายคลำได้ แสดงว่าวิถีกระสุนเข้าทางด้านข้างของผู้เสียหายมิได้เข้าทางด้านหน้า จึงฟังไม่ได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองได้เดินเข้าไปหาจำเลยที่กระท่อมดังที่จำเลยอ้าง นอกจากนี้ในชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพโดยมิได้อ้างว่าสำคัญผิดแต่อย่างใด พยานจำเลยจึงมีพิรุธรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยิงผู้เสียหายเพราะสำคัญผิดว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นคนร้ายที่เดินเข้ามาเพื่อทำร้ายจำเลยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การที่จำเลยยิงในระยะต่ำกระสุนปืนถูกบริเวณเข่าเท่านั้นและยิงเพียงนัดเดียวทั้งที่จำเลยมีกระสุนปืนเหลืออีก 11 นัดและระยะยิงก็ห่างจากพยานโจทก์ทั้งสองประมาณ 20 เมตร

หากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็สามารถยิงในระยะสูงให้ถูกที่สำคัญได้และยังสามารถตามไปยิงซ้ำได้อีก แต่กลับปรากฏว่าหลังจากยิงแล้วจำเลยได้เข้าไปช่วยห้ามเลือดให้ผู้เสียหาย และยังไปตามนายบัวไลย์แสนแอ ให้ช่วยเอารถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลอีกด้วย ซึ่งนายบัวไลย์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์เจือสมจำเลยในข้อนี้ นอกจากนี้จำเลยกับผู้เสียหายก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ดังนั้นจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายอย่างไรก็ตามการที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงไปทางคนถือแสงไฟนั้นแม้จำเลยจะยิงในระยะต่ำก็แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่นแล้วเพราะหากจำเลยไม่มีเจตนาเช่นนั้น จำเลยสามารถยิงไปทางอื่นที่ไม่มีคนก็ได้

การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายและข้อเท็จจริงได้ความตามคำแถลงรับของทนายจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2534 ว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลรายละเอียดปรากฏตามใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย จ.4 ซึ่งตามใบรับรองแพทย์ดังกล่าวระบุว่าใช้เวลาในการรักษามากกว่า 20 วันจึงจะหายเป็นปกติ จึงฟังได้ว่าผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วันการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8) ซึ่งแม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 อันเป็นบทที่หนักกว่า แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องด้วยว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8) อันเป็นบทที่เบากว่าตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8) ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยประกอบอาชีพที่สุจริตมีเหตุอันควรปรานี จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ข้อหาอื่นให้ยก ริบของกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสิทธิ์ แสนศิริ · นิเวศน์ คำผอง · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้