คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์และบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลย ให้โจทก์รื้อถอนขนย้ายวัสดุและดินที่โจทก์ใช้ทำถนนพิพาทออกไปจากที่ดินของจำเลยและห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่1 เมษายน 2531 ขอคุ้มครองประโยชน์จำเลยชั่วคราวก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาโดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไต่สวน และมีคำสั่งกำหนดวิธีการห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วยกคำร้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องของจำเลยหรือมีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองประโยชน์จำเลยชั่วคราวก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำร้องของจำเลยเท่ากับเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้โจทก์ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์และขอให้บังคับโจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิใช่เป็นการร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์ที่พิพาทกันในคดีได้รับความคุ้มครองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 การทุเลาการบังคับและการเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ กฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป ถ้าเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งอย่างไรในเรื่องดังกล่าวแล้วคู่ความจะฎีกาคำสั่งต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกฎีกาจำเลย