คำฟ้องและคำให้การ
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๒๔ ตามทางสอบสวน ปรากฏว่า วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๑ จำเลยและภริยาซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้คัดค้านที่ ๑ ได้ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมตึกแถวจากนายบันลือ อุตสาหจิต ในราคา ๔๐๐,๐๐๐ บาท โดยใส่ชื่อผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน หลังจากนั้นจำเลยได้ใช้ตึกแถวเป็นสถานที่ประกอบการค้าจนกระทั่งหลบหนีไป ต่อมาวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๒๓ ผู้คัดค้านที่ ๑ โดยมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้ผู้คัดค้านที่ ๒ ในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนการที่จำเลยได้ยินยอมให้กระทำการใด ๆ ภายในระยะเวลา ๓ ปี
ก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย โดยไม่มีค่าตอบแทน ตามมาตรา ๑๑๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย ส่วนการโอนที่ดินพิพาทพร้อมตึกแถวในครั้งหลัง แม้จะได้รับอนุญาตจากศาล แต่ก็ได้กระทำภายหลังที่มีการขอให้จำเลยล้มละลายแล้ว ผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๑๖ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ ขอให้ศาลเพิกถอนการกระทำดังกล่าว เฉพาะส่วนของจำเลยโดยเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของจำเลยครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชดใช้เป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้คัดค้านที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ ๑ โดยชอบด้วยกฎหมาย
มิใช่ถือแทนจำเลยและภริยา การโอนขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้รับอนุญาตจากศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ ๒ คัดค้านว่า เป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ ๑ โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน เนื่องจากผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้เยาว์ มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมจึงขออนุญาตศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง เพื่อทำนิติกรรมแทน และได้รับอนุญาตจากศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางในการโอนขายดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยก่อนเป็นข้อแรกตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องมีว่า ที่ดินและตึกแถวพิพาทตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนั้น เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนางศิริพรภริยาจำเลยหรือเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ ตามที่ผู้คัดค้านโต้แย้งโดยอ้างว่าซื้อมาจากนายบันลือ อุตสาหจิต ในราคา ๔๐๐,๐๐๐บาท สำหรับปัญหานี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ ๑ เองว่า ขณะซื้อทรัพย์พิพาทผู้คัดค้านยังเป็นผู้เยาว์มีอายุเพียง ๑๓ ปี อยู่ระหว่างการศึกษาในความอุปการะของจำเลยผู้เป็นบิดา ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านที่ ๑ มีเงินเป็นจำนวนมากถึงสี่แสนบาทมาซื้อทรัพย์พิพาทจากบุคคลภายนอกได้เช่นนี้จึงดูเป็นเรื่องผิดปกติ ในเมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ ยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ระหว่างการศึกษาเล่าเรียน โดยมีจำเลยเป็นผู้ให้ความอุปการะอยู่ดังนี้ ผู้คัดค้านที่ ๑ จะมีเงินเป็นส่วนตัวของตนเองได้อย่างไรหรือได้มาโดยทางไหน ผู้คัดค้านที่ ๑ คงนำสืบอ้าง