Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 21659)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมจำเลยไม่มีระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้างเป็นของตนเอง จึงนำเอาระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502 ของกระทรวงการคลังมาใช้บังคับโดยอนุโลมตลอดมา จนถึง พ.ศ. 2521 จำเลยจึงได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับเงินบำเหน็จประกาศใช้บังคับ แต่ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502กำหนดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ใช้แก่ราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งหลายเป็นการทั่วไป จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งจึงหามีอำนาจที่จะยกเลิกเพิกถอนระเบียบดังกล่าวไม่ แต่มีอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การจำเลยมาตรา 15(3) และมาตรา 18 ที่จะวางข้อบังคับเกี่ยวกับเงินบำเหน็จและเงินรางวัลของจำเลยเอง ซึ่งเมื่อได้ประกาศใช้ข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 แล้วย่อมมีผลเท่ากับไม่นำเอาระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้างพ.ศ. 2502 มาใช้บังคับโดยอนุโลมต่อไป ดังนั้น จะนำความในข้อ 5 วรรคท้าย และข้อ 6 ของระเบียบดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้ การจ่ายเงินบำเหน็จและค่าชดเชยคดีนี้ต้องบังคับตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งห้าสิบสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ วันเข้าทำงานและค่าจ้างครั้งสุดท้ายกับค่าครองชีพของโจทก์ปรากฎตามฟ้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2531 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุจำเลยหยุดดำเนินกิจการโดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ไม่ครบตามกฎหมาย และจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ไม่ครบตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 ขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์แต่ละคนตาาคำขอท้ายฟ้องจำเลยให้การว่า ค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้โจทก์นั้นมิใช่เงินเดือน โจทก์ไม่มีสิทธินำเอาเงินค่าครองชีพมารวมกับเงินเดือนมาเป็นฐานในการคำนวณเงินบำเหน็จและค่าชดเชยได้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินใด ๆ เพิ่มเติมจากจำเลยอีก ตามระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง

พ.ศ. 2502 ข้อ 5 วรรคสามของกระทรวงการคลัง ซึ่งอนุโลมมาใช้กับกรณีของจำเลยด้วย โจทก์แต่ละคนได้รับเงินทั้งเงินบำเหน็จและค่าชดเชยจากจำเลยไปแล้ว เป็นการซ้ำซ้อนและรับเกินไปกว่าที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับ หากศาลฟังว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยและหรือเงินบำเหน็จเพิ่มแก่โจทก์แล้ว ก็ขอให้หักเอาจากเงินส่วนที่โจทก์แต่ละคนรับเกินไปจากจำเลย โจทก์แต่ละคนจึงไม่มีสิทธิรับเงินใด ๆ จากจำเลยอีกขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งห้าสิบสองพร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งห้าสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่าข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 ต้องใช้ควบคู่ไปกับข้อบังคับองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญ ผู้อำนวยการและพนักงานองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูป(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2515 ซึ่งข้อ 4 ระบุไว้ว่า ให้ใช้ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502 ของกระทรวงการคลังแก่ผู้อำนวยการและพนักงานองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปโดยอนุโลม...และระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502ข้อ 5 วรรค 3 ระบุว่า ในกรณีลูกจ้างประจำผู้ใดมีสิทธิได้รับทั้งเงินชดเชยตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานวันหยุดงานของลูกจ้าง การใช้แรงงาน...

ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบนี้ แต่ถ้าเงินชดเชยนั้นมีจำนวนต่ำกว่าเงินบำเหน็จที่พึงได้รับอยู่ตามระเบียบนี้เท่าใด ก็ให้จ่ายเงินบำเหน็จให้เท่ากับส่วนที่ต่ำกว่านั้น และข้อ 6 ระบุว่า ลูกจ้างผู้ใดต้องออกจากงานเพราะยุบเลิกหรือตัดทอนงานให้ได้รับเงินบำเหน็จเท่ากับ...ให้ถือเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จตามข้อ 5 การที่โจทก์ทั้งห้าสิบสองได้รับทั้งเงินบำเหน็จและค่าชดเชยทั้งสองจำนวน จึงเกินไปกว่าสิทธิที่จะได้รับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แต่เดิมมาจำเลยไม่มีระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้างเป็นของตนเอง จึงได้นำเอาระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502ตามเอกสารหมายเลข 2 ท้ายคำให้การ ซึ่งเป็นระเบียบการที่ออกโดยมติคณะรัฐมนตรีมาใช้บังคับโดยอนุโลมดังปรากฏตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1/2508 ลงวันที่ 30 กันยายน 2508 เอกสารหมายเลข 1ท้ายคำให้การ ข้อบังคับของจำเลย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2515ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2515 เอกสารหมายเลข 3 ท้ายคำให้การ และข้อบังคับของจำเลย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2516 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2516เอกสารหมายเลข 4 ท้ายคำให้การตลอดมา จนถึง พ.ศ. 2521คณะกรรมการองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15(3)

แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปพ.ศ. 2498 ทั้งนี้ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับเงินบำเหน็จ และได้ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15สิงหาคม 2521 เป็นต้นมาดังปรากฏตามข้อบังคับองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521เอกสารหมายเลข 5 ท้ายคำให้การ ความเป็นมาของระเบียบข้อบังคับเกี่ยวด้วยเงินบำเหน็จของจำเลยเป็นดังนี้

ศาลฎีกาเห็นว่า ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502 กำหนดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ใช้แก่ราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งหลายเป็นการทั่วไป จำเลยเป็นเพียงรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในความดูแลของคณะรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การจำเลย ฉะนั้น จำเลยจึงหามีอำนาจที่จะยกเลิกเพิกถอนระเบียบฯ ดังกล่าวไม่ แต่มีอำนาจตามมาตรา 15(3) และ มาตรา 18 ที่จะวางข้อบังคับเกี่ยวกับเงินบำเหน็จและเงินรางวัลของจำเลยเอง ซึ่งเมื่อได้ประกาศใช้ข้อบังคับองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521แล้วย่อมมีผลเท่ากับไม่นำเอาระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502 มาใช้บังคับโดยอนุโลมต่อไป ซึ่งจำเลยเองก็ได้แถลงไว้ในวันนัดพิจารณาว่าจำเลยได้ใช้ข้อบังคับองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ

พ.ศ. 2521 ด้วย ดังนั้นจะนำความในข้อ 5 วรรคท้ายและข้อ 6 ของระเบียบดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ทั้งห้าสิบสองไม่ได้ กรณีการจ่ายเงินบำเหน็จและค่าชดเชยคดีนี้ต้องบังคับตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวข้อ 9 ระบุว่า พนักงานซึ่งออกจากงานตามข้อ 8มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จแต่เพียงอย่างเดียว และให้ถือว่าเป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย... เห็นว่า การจ่ายเงินบำเหน็จตามข้อบังคับของจำเลยฉบับดังกล่าว ข้อ 8 ไม่จำกัดแต่เฉพาะกรณีจ่ายให้แก่พนักงานเมื่อเลิกจ้างเท่านั้น แต่พนักงานของจำเลยซึ่งออกจากงานโดยการลาออกหรือหย่อนความสามารถก็มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ เงินบำเหน็จดังกล่าวจึงมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายแตกต่างจากค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งบังคับให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง เงินบำเหน็จตามข้อบังคับของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นเงินสงเคราะห์เพื่อตอบแทนการทำงานของลูกจ้างที่ทำงานด้วยดีตลอดมาจนออกจากงาน ถือได้ว่าเป็นเงินประเภทอื่นต่างหากจากค่าชดเชยที่ข้อบังคับของจำเลยให้ถือว่าการจ่ายเงินบำเหน็จตามข้อบังคับนี้เป็นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย เป็นการขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16เมษายน 2515 ข้อ 46 ไม่มีผลบังคับ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งห้าสิบสองต่างหาก อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกันพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ที่ 1เป็นเงิน 2,700 บาท แก่โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 5,600 บาท ให้จ่ายดอกเบี้ยในเงินค่าชดเชยสำหรับโจทก์ที่ 17 ที่ 19 และที่ 37นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · มาโนช เพียรสนอง · นำชัย สุนทรพินิจกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1523/2566

ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างประเภทสถาบันอุดมศึกเอกชนมีการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 มาตรา 23 กิจการของจำเลยจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับตา…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2561 (เลขอ้างอิง 626059)

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น จำเลยมิได้ให้การไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7945/2554

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 ใช้สำหรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ซึ่งมีผลให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างที่มีอยู่กับนายจ้างเดิมมาด้วยทุกประการ แต่หากเป็นการโอนสิท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5481/2552

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 108 บังคับให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และมาตรา 110 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2550 (เลขอ้างอิง 269487)

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 108 บังคับให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และมาตรา 110 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้