Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2157/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อพยานที่จำเลยขอระบุเพิ่มเติมเป็นพยานที่จำเลยรู้จักดีและได้มีอยู่ก่อนที่โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนสืบพยานเสร็จและมิได้เป็นพยานเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมนั้นจึงชอบแล้ว โจทก์ใช้คำว่า 'CHRISTIANDIOR' และคำว่า 'DIOR' เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าต่าง ๆ ของโจทก์ที่ทำจากต่างประเทศมานานแล้วจนเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปนอกจากนี้ก่อนที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 'DIOR' สำหรับสินค้าจำพวกเครื่องนุ่งห่มและแต่งกายของจำเลยจำเลยก็เคยเห็นและทราบว่ามีแว่นตาที่ใช้เครื่องหมายการค้า 'DIOR' ขาย ทั้งการโฆษณาสินค้าของจำเลยที่ใช้เครื่องหมายการค้า 'DIOR' ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นสินค้าของจำเลยและจำเลยยังใช้คำว่าดิออร์เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนประมาณ 1 เดือนเศษอีกด้วยเห็นได้ว่าจำเลยใช้คำว่า 'DIOR'เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าของจำเลยเพื่อให้ประชาชนทั่วไปหลงผิดว่าเป็นสินค้าของโจทก์ที่ทำจากต่างประเทศนับว่าเป็นการลวงสาธารณชนให้หลงผิดในแหล่งกำเนิดของสินค้าของจำเลยโจทก์มีสิทธิใช้คำว่า 'DIOR' เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดีกว่าจำเลยแม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวจะยังไม่ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าอย่างเดียวกันของโจทก์ก็ตาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "Dior"ดีกว่าจำเลย ให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "Dior" ของจำเลยที่ยื่นไว้ต่อนายทะเบียน และห้ามจำเลยขัดขวางการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ กับห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Dior" ด้วยศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า(1) ศาลควรจะอนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมหรือไม่(2) โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "Dior" ดีกว่ากันสำหรับปัญหาข้อแรก ปรากฏว่า จำเลยยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2520 ภายหลังที่โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนสืบพยานเสร็จแล้ว โดยอ้างในคำร้องว่า พยานที่ระบุเพิ่มเติมล้วนแต่เป็นพยานสำคัญ จำเป็นต้องนำเข้าสืบเพื่อประโยชน์ของจำเลย ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม เห็นว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่จำเลยยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมนั้น ปรากฏจากการสอบสวนของศาลชั้นต้นว่า เป็นพยานบุคคลและพยานเอกสารที่จำเลยรู้จักดีและได้มีอยู่ก่อนที่โจทก์สืบพยานเสร็จ และศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่ได้เป็นพยานเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมดังนี้

ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยนั้นชอบแล้วส่วนปัญหาข้อหลัง จำเลยฎีกาว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งมวลมีคำว่าคริสเตียนดิออร์ เพิ่งจะมีคำว่าดิออร์ในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ครั้งสุดท้าย ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยใช้คำว่าคริสเตียนดิออร์เพียงเครื่องหมายเดียวเป็นสินค้าของโจทก์ตลอดมา จำเลยมีสินค้าจำพวกที่ 38 เครื่องนุ่งห่มและแต่งกายแพร่หลายในประเทศมากกว่าโจทก์ หรือโจทก์อาจไม่มีสินค้าจำพวกนี้ในประเทศไทยเลยก็ได้นั้น เห็นว่า จำเลยยกขึ้นอ้างลอย ๆ มิได้คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด จึงไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยฎีกาว่า

สินค้าของจำเลยที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ดิออร์ไม่เป็นการลวงสาธารณชนให้หลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์ จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนก่อนโจทก์ การที่โจทก์เคยยื่นคำขอจดทะเบียนสำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่าคริสเตียนดิออร์ในสินค้าจำพวก 38 มาแล้ว 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ. 2507 และ พ.ศ. 2513 แต่ถูกนายทะเบียนปฏิเสธคำขอและให้ยกคำขอของโจทก์ไป เท่ากับโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนมาก่อนเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะมาอ้างว่า โจทก์ได้เคยยื่นคำขอจดทะเบียนมาก่อนจำเลย การที่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ใช้คำว่าคริสเตียนดิออร์ และดิออร์ สำหรับสินค้าจำพวกที่ 38 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2519 และวันที่ 4 สิงหาคม 2519ตามลำดับ

ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เหมือนของจำเลยแล้วนำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยควรมีสิทธิดีกว่าโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Christian Dior" และ "Dior" มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ไว้หลายประเภท สำหรับประเทศไทย โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Christian Dior" และคำว่า "Dior" อ่านว่า "คริสเตียนดิออร์" และ "ดิออร์" เมื่อปี พ.ศ. 2507 ตามเอกสารหมาย จ.25 และจ.26 และคำนี้เป็นชื่อสกุลของผู้เริ่มกิจการบริษัทโจทก์และเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทโจทก์อีกด้วย จำเลยเพิ่งจะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า"Dior" อ่านว่า ดิออร์ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2518

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ใช้คำว่า"Christian Dior" และคำว่า "Dior" เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าของโจทก์มานานแล้ว เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป และเคยยื่นคำขอจดทะเบียนสำหรับเครื่องหมายการค้า 2 คำนี้ไว้แล้วในรายการสินค้าจำพวกที่ 38 เครื่องนุ่งห่มและแต่งกายเมื่อปี พ.ศ. 2507 ก่อนที่จำเลยจะไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Dior" สำหรับสินค้าของจำเลยในรายการสินค้าจำพวกที่ 38 เครื่องนุ่งห่มและแต่งกายเช่นเดียวกับโจทก์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม2518 นายเรือง ปาริฉัตรกุล พยานโจทก์ ซึ่งรับราชการในตำแหน่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กองสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้ากรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ เบิกความว่า

คำว่าดิออร์ได้ตรวจสอบปทานุกรมแล้วปรากฏว่าเป็นนามสกุลคน แปลไม่ได้ เมื่อแปลไม่ได้ ตามหลักถือว่าเป็นคำประดิษฐ์ คำว่าคริสเตียนดิออร์กับคำว่าดิออร์ถือว่าเหมือนกัน ดังนั้น คำว่าดิออร์จึงเป็นคำกล่าวขานหรือคำเรียกโดยย่อของคำว่าคริสเตียนดิออร์อีกประการหนึ่งด้วย นายชาลีไชยเจริญ พยานโจทก์ เบิกความว่า ได้ไปซื้อเสื้อยกทรงกับกางเกงในที่มีเครื่องหมายการค้าดิออร์ตามที่ศาลหมาย จ.55 และ 56 ซึ่งเป็นสินค้าของจำเลยจากร้านสหกรณ์พัฒนาข้างสนามเสือป่าตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.58คนขายบอกว่าทำจากต่างประเทศ โดยคนขายได้เอาป้ายเครื่องหมายการค้าที่ติดอยู่กับสินค้าศาลหมาย จ.55 และ 56 ให้พยานดู มีคำว่า PARIS อ่านว่าปารีสLONDON

อ่านว่าลอนดอน และ NEWYORK อ่านว่านิวยอร์ค และเอากล่องบรรจุสินค้าให้พยานดู มีคำว่า PARIS (ปารีส) และ FRANCE (ฟร้านซ์) และคำว่า Dior บนสินค้ายังมีลีลาการเขียนเหมือนกับที่โจทก์เขียน ผู้ขายบอกว่าสหภาพการตลาด (ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าของจำเลย) เป็นผู้สั่งเข้ามาจำหน่าย และเบิกความอีกว่าบริษัทโจทก์มีโรงงานในลอนดอนประเทศอังกฤษในนิวยอร์คประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศเวนูซูเอล่า ในประเทศบราซิล ในประเทศญี่ปุ่น และในฮ่องกงด้วย จำเลยก็เบิกความรับว่า ก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนจำเลยเคยเห็นและทราบว่ามีแว่นตาดิออร์ขาย การโฆษณาสินค้าของจำเลยที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่าดิออร์ ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นสินค้าของจำเลย และจำเลยใช้คำว่าดิออร์เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนประมาณ 1 เดือนเศษ

ดังนัน เห็นได้ว่าจำเลยใช้คำว่า "Dior" เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าของจำเลย ก็เพื่อให้ประชาชนทั่วไปหลงผิดว่าเป็นสินค้าของโจทก์ที่ทำจากต่างประเทศนับได้ว่าเป็นการลวงสาธารณชนให้หลงผิดในแหล่งกำเนิดของสินค้าของจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิใช้คำว่า "Dior" เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดีกว่าจำเลย แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวจะยังไม่ได้รับจดทะเบียนจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ 38ของโจทก์ก็ตาม"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลูตม์ สวัสดิทัต · สนิท อังศุสิงห์ · วัฒน์ ผดุงจิตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567

แม้จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2138/2561

ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสอง ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เมื่อจำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานแล้วเมื่อวันที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2559

บัญชีระบุพยานของโจทก์ระบุเพียงต้นฉบับหรือสำเนาสัญญาซ่อมเรือพร้อมคำแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับ "Work Done Report" แต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความจำนงที่จะอ้างอิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13666/2558

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 ตรี บัญญัติให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายที่จะต้องนำพยานเข้าสืบว่า ประสงค์จะอ้างอิงพยานหลักฐานใดแล้วให้ศาลบันทึกไว้ ย่อมแสดงว่า ในการพิจารณาคดีมโนสาเร่ เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องบันทึกเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 589738)

คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพิ่งมีมติให้เพิกถอนสิทธิของโจทก์ทั้งสองระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่สามารถระบุมติดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 ว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้