Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 215/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรมแรงงานจำเลยที่ 1 เป็นกรมในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายอันความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมแสดงปรากฏจากผู้แทนคืออธิบดีกรมแรงงานซึ่งเป็นผู้แทนโดยตำแหน่ง เมื่ออธิบดีกรมแรงงานซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับลูกจ้างเกี่ยวด้วยเงินชดเชยซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ หาจำต้องฟ้องอธิบดีกรมแรงงานในฐานะบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ไม่ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19ได้ออกคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยแก่ลูกจ้างนับว่าเกิดมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลขึ้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าคำสั่งที่จำเลยทั้งสองออกมาบังคับแก่โจทก์ตกเป็นโมฆะ มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 2 และไม่ใช่กรณีละเมิด จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดเวลาทำงานฯลฯข้อ 27 เป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ข้อ 2 ที่กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างประจำเมื่อเลิกจ้างเท่ากับค่าจ้างไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในเมื่อได้จ้างติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ซึ่งคำว่า 'เลิกจ้าง' มีบทนิยามไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 3 หมายความถึงให้ลูกจ้างออกจากงานด้วยการให้ออกปลดออก หรือไล่ออกและรวมถึงการที่นายจ้างไม่ยินยอมให้ลูกจ้างปฏิบัติงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ฯลฯ ตามคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยแก่ลูกจ้างนั้นระบุว่าเป็นเรื่องโจทก์นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง กรณีจึงไม่ต้องด้วยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ข้อ 4 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน พ.ศ. 2514มาตรา 3 ซึ่งว่าด้วยวิธีการในเรื่องข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงาน ค่าจ้าง และการงดจ้างเท่านั้น หาเกี่ยวกับเงินชดเชยซึ่งลูกจ้างจะพึงได้รับอันเนื่องมาจากนายจ้างเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 27 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ข้อ 2 ไม่ ตามบทนิยามในประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ เงินชดเชยนั้นเนื้อแท้ก็เป็น "ค่าจ้าง" ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นพิเศษตามความมุ่งหมายในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ข้อ 2นั่นเอง แม้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ข้อ 2 จะมิได้กล่าวถึงเงินชดเชยไว้ กระทรวงมหาดไทยก็มีอำนาจที่จะกำหนดการปฏิบัติในเรื่องนี้ได้ ประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 27 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ข้อ 2 เกี่ยวด้วยเงินชดเชยจึงมีผลบังคับ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ อ้างอำนาจตามความในข้อ ๗ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยให้นายจำนงค์กับพวก เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายของการทำงาน ๓๐ วันโดยอ้างว่าโจทก์เป็นนายจ้างของบุคคลดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้านแล้วจำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งยืนตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะนายจำนงค์กับพวกมิใช่ลูกจ้างของโจทก์ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ ข้อ ๔ ได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน พ.ศ. ๒๕๐๘ จำนวนเงินที่สั่งให้โจทก์จ่ายสูงไป ขอให้ศาลพิพากษาว่าประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๙ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตกเป็นโมฆะ คำสั่งของจำเลยทั้งสองซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศดังกล่าวตกเป็นโมฆะด้วย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ได้ออกคำสั่งไปโดยชอบด้วยกฎหมายนายจำนงค์กับพวกเป็นลูกจ้างของโจทก์ คำสั่งของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ยังใช้บังคับได้ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ข้อ ๔ ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงานพ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๓ แล้ว คำสั่งของจำเลยทั้งสองออกโดยอาศัยอำนาจกฎหมายที่ยกเลิกไปแล้ว พิพากษาว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะ

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรมแรงงานจำเลยที่ ๑ เป็นกรมในรัฐบาล เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย อันความประสงค์ของกรมแรงงานจำเลยที่ ๑ ย่อมแสดงปรากฏจากผู้แทน คืออธิบดีกรมแรงงานซึ่งเป็นผู้แทนโดยตำแหน่งของกรมแรงงานจำเลยที่ ๑ นั่นเอง อธิบดีกรมแรงงานปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ กรมแรงงานจำเลยที่ ๑ ย่อมจะปลีกตนให้พ้นจากความรับผิดหาได้ไม่ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องกรมแรงงานจำเลยที่ ๑ได้หาจำต้องฟ้องอธิบดีกรมแรงงานในฐานะบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ไม่และจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ได้ออกคำสั่งที่ ๖๕/๒๕๑๑ และจำเลยที่ ๑ ได้ออกคำสั่งที่ ๔/๒๕๑๒ แจ้งไปยังโจทก์ ซึ่งตามคำสั่งของจำเลยทั้งสองก็ให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยแก่นายจำนงค์

ศรีคชา กับพวกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายของการทำงาน ๓๐ วัน เป็นเงิน ๖๓,๖๐๐ บาท โจทก์ได้คัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยังได้แจ้งคำสั่งยืนยันให้โจทก์ปฏิบัติไปตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ฉะนั้น นับว่าเกิดมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลขึ้นแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ได้ ตามฎีกาที่จำเลยอ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ และในเรื่องนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ ๒และไม่ใช่กรณีละเมิด จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำไปในทางการที่จ้าง แต่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าคำสั่งที่จำเลยทั้งสองออกมาบังคับแก่โจทก์ตกเป็นโมฆะ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงอ้างเหตุต่าง ๆเพื่อปัดความรับผิดชอบหาได้ไม่

ปัญหาต่อไปมีว่า กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับนายจำนงค์ ศรีคชากับพวกเป็นข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างโจทก์นายจ้างกับนายจำนงค์ ศรีคชากับพวกลูกจ้าง เกี่ยวกับข้อพิพาทแรงงานหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เรื่องนี้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งที่ ๖๕/๒๕๑๑ และคำสั่งที่ ๔/๒๕๑๒ ให้โจทก์นายจ้างจ่ายเงินชดเชยแก่นายจำนงค์ ศรีคชา กับพวกลูกจ้าง โดยอาศัยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๗ อ้างว่า โจทก์ได้จ้างนายจำนงค์ ศรีคชา กับพวกติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน เมื่อโจทก์เลิกจ้างก็ต้องจ่ายเงินชดเชยเท่ากับเงินค่าจ้างไม่น้อยกว่าสามสิบวัน โดยอาศัยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดเวลาทำงานวันหยุดงานของลูกจ้าง การใช้แรงงานหญิงและเด็ก การจ่ายค่าจ้าง และการจัดให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง ข้อ ๒๗ ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ มีใจความว่า

"ให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจกำหนดเวลาทำงาน วันหยุดงานของลูกจ้างการใช้แรงงานหญิงและเด็ก การจ่ายค่าจ้าง การจัดให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้างตามสมควร" และประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๒๗ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ มีใจความว่า "ถ้าเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งได้จ้างติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นายจ้างต้องชี้แจงเหตุเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบ และต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างนั้นเท่ากับค่าจ้างไม่น้อยกว่าสามสิบวัน เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายให้มากกว่ากำหนดดังกล่าวนี้อยู่แล้ว เงินชดเชยให้คำนวณตามค่าจ้างอัตราสุดท้าย ฯลฯ เห็นว่าประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๒๗ ดังกล่าว เป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ ที่กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างประจำเมื่อเลิกจ้างเท่ากับค่าจ้างไม่น้อยกว่าสามสิบวันในเมื่อได้จ้างติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน

นอกจากนี้คำว่า "เลิกจ้าง" ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๓ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ได้กำหนดบทนิยามไว้ว่าหมายความถึงให้ลูกจ้างออกจากงานด้วยการให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก และรวมถึงการที่นายจ้างไม่ยินยอมให้ลูกจ้างปฏิบัติงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ฯลฯ ตามคำสั่งของจำเลยทั้งสองท้ายฟ้องก็ระบุว่าเป็นเรื่องโจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำนงค์ ศรีคชา กับพวกลูกจ้าง กรณีจึงไม่ต้องด้วยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๔ ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๓เพราะตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๔ ที่ถูกยกเลิกไปนี้ว่าด้วยวิธีการในเรื่องข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงาน

ค่าจ้าง และการงดจ้างเท่านั้น ถ้าพิจารณาพระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน พ.ศ. ๒๕๐๘ ที่ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๔ ซึ่งได้กำหนดบทนิยามคำว่า "ข้อพิพาทแรงงาน"และคำว่า "สภาพการจ้าง" ขึ้นประกอบแล้วจะเห็นได้ว่า "ข้อพิพาทแรงงาน"หมายความว่า ข้อขัดแย้งระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้างและ "สภาพการจ้าง" หมายความว่า เงื่อนไขการจ้าง กำหนดวันและเวลาทำงาน การทำงาน การเลิกจ้าง ค่าจ้าง สวัสดิการหรือประโยชน์อื่นของลูกจ้างหรือนายจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน และตามมาตรา ๕แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้จะต้องเป็นเรื่องที่ลูกจ้างหรือนายจ้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงหรือการปฏิบัติใด

ๆ เกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ตกลงกันไว้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินชดเชยที่ลูกจ้างจะพึงได้รับอันเนื่องมาจากนายจ้างเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๒๗ ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ ดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยทั้งสองจึงออกมาโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัต ิฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ และข้อ ๓ มิได้ออกมาโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๔ ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน พ.ศ. ๒๕๐๘ ปัญหาข้อสุดท้ายมีว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจกำหนดให้โจทก์จ่ายได้เพียงเงิน "ค่าจ้าง" เท่านั้นโดยไม่มีอำนาจกำหนดให้จ่ายเงินชดเชยด้วยใช่หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๓ ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ ได้กำหนดบทนิยามคำว่า "เงินชดเชย" ไว้ว่าหมายความถึงเงินที่นายจ้างจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างอยู่แล้ว และเงินชดเชยที่จะต้องจ่ายดังกล่าว ได้มีกำหนดไว้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๒๗ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๓ มีใจความว่านายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างนั้นเท่ากับค่าจ้างเงินชดเชยให้คำนวณตามค่าจ้างอัตราสุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับ "ค่าจ้าง" มีบทนิยามคำว่า "ค่าจ้าง"ไว้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๓ ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ ว่า

หมายความถึงสินจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานของลูกจ้าง ไม่ว่าสินจ้างนั้นจะเรียกชื่อกำหนด คำนวณ หรือจ่ายอย่างไรก็ตาม ฯลฯ ตามบทนิยามของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่ากระทรวงมหาดไทยได้กำหนดบทนิยามขึ้นเพื่อให้นายจ้างจ่ายเงินเป็นสินจ้างหรือค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนในผลงานของลูกจ้างที่ได้ทำงานมา และเข้าหลักเกณฑ์ตามที่ระบุไว้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๒๗ กล่าวคือ นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นพิเศษต่างหากนอกเหนือจากเงินค่าจ้างที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างอยู่แล้วเมื่อเลิกจ้างเท่ากับค่าจ้างไม่น้อยกว่าสามสิบวัน โดยคำนวณตามค่าจ้างอัตราสุดท้าย ตามบทนิยามของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวนี้

เงินชดเชยนั้นเนื้อแท้ก็เป็น "ค่าจ้าง" ที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นพิเศษตามความมุ่งหมายในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๒ นั่นเอง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าประกาศกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดการปฏิบัติในเรื่องนี้ กระทรวงมหาดไทยย่อมมีอำนาจที่จะทำได้ หาได้นอกเหนืออำนาจที่ประกาศของคณะปฏิวัติกำหนดให้ไว้ไม่ ประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวมีผลบังคับได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องต้องจ่ายเงินค่าจ้างซึ่งมีชื่อเรียกตามประกาศกระทรวงมหาดไทยว่า "เงินชดเชย" ให้แก่นายจำนงค์ ศรีคชา กับพวก ถ้าโจทก์ได้จ้างไว้จริงแล้วเลิกจ้างตามที่จำเลยเคยมีคำสั่งให้จ่าย แต่โจทก์จะได้ตกลงจ้างนายจำนงค์ ศรีคชา กับพวกจริงหรือไม่ และจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายเป็นเงินเท่าใดนั้น ยังเป็นเรื่องที่โต้เถียงกันอยู่ ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลย จำเป็นที่จะต้องให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีในประเด็นที่โจทก์จำเลยยังโต้เถียงกันดังกล่าว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยงยุทธ เลอลภ · สวัสดิ์ ภู่งาม · ล้วน นิลกำแหง
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสุรเจตน์ วิชิตชลชัย
ศาลอุทธรณ์ - นายชุมพล จันทราทิพย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้