Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2119/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัดเป็นการแปรสภาพไปตามกฎหมายไม่ใช่เป็นการโอนหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา306จึงไม่ต้องทำหลักฐานการโอนหนี้เป็นหนังสือเมื่อโจทก์ส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจต่อศาลจำเลยมิได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวแต่ประการใดถือได้ว่าจำเลยยอมรับว่าสำเนาหนังสือมอบอำนาจนั้นถูกต้องแล้วศาลรับฟังเอกสารนั้นได้ ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวให้ไถ่ถอนจำนองจากโจทก์แล้วหรือไม่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ไว้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2536 โจทก์จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายสมพงษ์ สุทินเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2534 จำเลยที่ 1กู้ยืมเงินจากโจทก์สาขาปากพนังจำนวน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นงวดงวดละ 6 เดือน ในอัตรางวดละ 200,000 บาทชำระภายในวันที่5 ของเดือน ชำระงวดแรกวันที่ 1 ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2535 และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนกำหนด วันกู้เงินจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน

แม้โจทก์จะผ่อนระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และแจ้งหรือไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบก็ตาม อีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 ไว้แก่โจทก์เป็นเงิน1,000,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและตกลงว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยังขาดอยู่เท่าไร จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดใช้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนหลังจากกู้เงินแล้วจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์บ้างบางส่วน คิดถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงิน1,000,000 บาท กับหนี้ดอกเบี้ย 193,986.15 บาท รวมหนี้เป็นเงิน1,193,986.15 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง

จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วแต่เพิกเฉยเมื่อคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นเงิน 21,917.80 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 1,215,903.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากไม่ชำระให้บังคับจำนองโดยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์หากทรัพย์ที่จำนองขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้ และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ

จำกัด จริง แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญากับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายสมพงษ์ สุทิน ดำเนินคดีแทนโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายวันไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ค้างชำระดอกเบี้ยโจทก์ไม่เกิน 50,000 บาท และจำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามหรือบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน1,215,903.95 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ16 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้บังคับกับทรัพย์ที่จำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5ตำบลแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนศาลอุทธรณ์ ภาค 3

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนจำเลย ทั้ง สอง ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เดิมโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมามีพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 ออกมาบังคับใช้ซึ่งมาตรา 185บัญญัติว่า "บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทแล้วย่อมได้ทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด"ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัดเป็นการแปรสภาพไปตามกฎหมายไม่ใช่เป็นการโอนหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 จึงไม่ต้องทำหลักฐานการโอนหนี้เป็นหนังสือดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อสองว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสมพงษ์ สุทินฟ้องคดีมีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสมพงษ์ สุทิน เบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เป็นอย่างอื่นจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสมพงษ์ สุทินฟ้องคดีนี้ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมายจ.2 เป็นสำเนาไม่ใช่ต้นฉบับนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจต่อศาล จำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวแต่ประการใด ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าสำเนาหนังสือมอบอำนาจนั้นถูกต้องแล้ว ศาลรับฟังเอกสารนั้นได้ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 215,903.95 บาทปัญหาข้อสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวให้ไถ่ถอนจำนองจากโจทก์แล้วหรือไม่ เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ข้อนี้ไว้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยนี้ให้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล สระฏัน · อธิราช มณีภาค · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้