Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน เมื่อแบ่งแยกที่ดินเป็นของโจทก์ตามส่วนที่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานผู้จัดการมรดกของ ฉ. แล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสามและเจ้าของรวมคนอื่นๆ ยังคงถือกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ การจะแบ่งที่ดินที่เหลือให้เป็นส่วนของจำเลยทั้งสามแยกต่างหากจากเจ้าของรวมคนอื่นอีกหรือไม่เพียงใด ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสามและเจ้าของรวมคนอื่นที่ต้องว่ากล่าวกันเอง โจทก์หามีสิทธิที่จะขอให้แบ่งแยกที่ดินในส่วนของจำเลยทั้งสามออกจากที่ดินที่เหลือดังกล่าวด้วยไม่ ทั้งการกำหนดส่วนแบ่งของจำเลยทั้งสามตามคำขอของโจทก์ย่อมกระทบต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นที่มิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีกับจำเลยทั้งสาม คำขอของโจทก์ที่ให้แบ่งแยกที่ดินเป็นของจำเลยทั้งสามจึงไม่อาจบังคับได้ เป็นผลให้ต้องยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีตามคำสั่งศาล นางเฉลิมศรีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1170 ครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมด 83 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2538 โจทก์ได้ยื่นฟ้องนางอารีกับพวกรวม 6 คน ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ในที่ดินดังกล่าวเพื่อขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 434/2540 ให้นางอารีกับพวกแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีเป็นเนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา ส่วนที่เหลืออีก 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา เป็นของนางอารีกับพวก ต่อมาเมื่อโจทก์ดำเนินการเพื่อแบ่งแยกที่ดิน ปรากฏว่านางอารีโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของนางอารีให้แก่จำเลยทั้งสามไปก่อนแล้ว

โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสามแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1170 ตำบลบึงสาน (คลองซอยที่ 14 ฝั่งตะวันออก) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นของโจทก์เนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา และเป็นของจำเลยทั้งสามเนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 99.5 ตารางวา ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ถ้าสภาพแห่งทรัพย์ไม่อาจแบ่งแยกได้หรือไม่อาจบังคับได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแบ่งเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีครึ่งหนึ่งและจำนวนทั้งสามหนึ่งในสี่ของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 และมี 2 ให้การว่า

การถือกรรมสิทธิ์รวมไม่มีการตกลงแบ่งกันว่าใครอยู่ส่วนไหน จำเลยทั้งสามรับโอนกรรมสิทธิ์มาจากนางอารี ก่อนที่นางอารีจะถูกโจทก์ฟ้อง โจทก์จึงบังคับคดีแก่นางอารีไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินดีแบ่งแยกที่ดินในส่วนที่จำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์เนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 99.5 ตารางวา อยู่แล้ว แต่โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ระบุว่าจำเลยทั้งสามจะต้องแบ่งส่วนไหนอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ดิน 1170 ตำบลบึงสาน (คลองซอยที่ 14 ฝั่งตะวันออก) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่โจทก์ เป็นเนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากไม่อาจแบ่งแยกที่ดินได้ไม่ว่าด้วยประการใด ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดทนายความ 2,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5650/2533 ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ. 1 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1170 ตำบลบึงสาน (คลองซอยที่ 14 ฝั่งตะวันออก) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 83 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา มีนางเฉลิมศรีและนางเปี๊ยะถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ปี 2495 นางอารี นางมาเรียม และนางศรียาเข้าถือกรรมสิทธิ์ในส่วนของนางเปี๊ยะ ปี 2534 นายศักดา พันจ่าอากาศเอกพินิจ นางสุรีรัตน์ และนายบุญเลิศ เข้าถือกรรมสิทธิ์ในส่วนของนางมาเรียม ต่อมาปี 2538 โจทก์ยื่นฟ้องนางอารีกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินดังกล่าวรวม 6 คน เพื่อขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 434/2540 ให้นางอารีกับพวกดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรี เนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา ส่วนที่เหลืออีก 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา ให้เป็นของนางอารีกับพวก หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่อาจแบ่งแยกที่ดินได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นของนางอารีกับพวกตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.3 แต่โจทก์ไม่อาจบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ เนื่องจากนางอารีจดทะเบียนยกที่ดินในส่วนของนางอารีให้จำเลยทั้งสามไปแล้วเมื่อปี 2537 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วน

เอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยทั้งสามเป็นการไม่ชอบเพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 บัญญัติให้ศาลต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรังวัดแบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา จากเนื้อที่ทั้งหมด 83 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา ซึ่งนอกจากคำขอดังกล่าวแล้วคำฟ้องของโจทก์ยังมีคำขอให้แบ่งแยกที่ดินเป็นของจำเลยทั้งสามเนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 99.5 ตารางวา

จากเนื้อที่ทั้งหมดด้วย การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ จึงเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิได้ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน เมื่อแบ่งแยกที่ดินเป็นของโจทก์ตามส่วนที่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีแล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสามและเจ้าของรวมคนอื่นๆ ยังคงถือกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ การจะแบ่งที่ดินที่เหลือให้เป็นส่วนของจำเลยทั้งสามแยกต่างหากจากเจ้าของรวมคนอื่นอีกหรือไม่เพียงใด ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสามและเจ้าของรวมคนอื่นที่ต้องว่ากล่าวกันเอง

โจทก์หามีสิทธิที่จะขอให้แบ่งแยกที่ดินในส่วนของจำเลยทั้งสามออกจากที่ดินที่เหลือดังกล่าวด้วยไม่ ทั้งการกำหนดส่วนแบ่งของจำเลยทั้งสามตามคำขอของโจทก์ย่อมกระทบต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นที่มิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีกับจำเลยทั้งสาม คำขอของโจทก์ที่ให้แบ่งแยกที่ดินเป็นของจำเลยทั้งสาม เนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 99.5 ตารางวา จึงไม่อาจบังคับได้ เป็นผลให้ต้องยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกาเป็นประเด็นขึ้นมาโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 เมื่อมีเหตุที่ต้องยกคำขอของโจทก์ดังกล่าวแล้ว

การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามมีส่วนในที่ดินที่เหลือจากการแบ่งแยกให้แก่โจทก์แล้วเพียงใด จึงไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยทั้งสาม ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มิได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินครึ่งหนึ่ง แต่มีส่วนในที่ดินเพียงหนึ่งในสี่คิดเป็นเนื้อที่ 20 ไร่ 30 งาน 99.5 ตารางวา ตามบันทึกข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่โจทก์เคยทำไว้ที่สำนักงานที่ดินนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินครึ่งหนึ่งคิดเป็นเนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ในส่วนนี้แล้ว

ส่วนบันทึกข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้ยกขึ้นโต้เถียงเป็นประเด็นในคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องนอกเหนือคำให้การและคดี ไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงบันทึกข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงชอบแล้ว ทั้งปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยให้ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในปัญหานี้คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้แบ่งแยกที่ดินเป็นของจำเลยทั้งสามเนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 99.5 ตารางวา และคำขอต่อเนื่องที่ให้แบ่งเงินให้จำเลยทั้งสามหนึ่งในสี่ในกรณีที่มีการขายทอดตลาดที่ดิน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · ชาลี ทัพภวิมล · คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568

แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้