Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 21162)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. 2519 มาใช้บังคับเพราะโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างประจำของจำเลย หากศาลฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย โจทก์ก็ไม่มีสิทธินำค่าครองชีพมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินบำเหน็จ เพราะค่าครองชีพไม่ใช่ค่าจ้างตามระเบียบดังกล่าวเป็นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่ชัดแจ้งแล้ว ส่วนที่ว่าหากศาลฟังว่าอย่างไรนั้น เป็นการกล่าวอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาล หาใช่ยืนยันข้อเท็จจริงนั้นไม่ เป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองแล้วคดีจึงมีประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำของโรงงานกระดาษบางปะอิน ต่อมาวันที่ 22 มกราคม2531 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุยุบเลิกกิจการ จำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จปกติให้แก่โจทก์ไม่ครบตามสิทธิที่โจทก์จะพึงได้รับกล่าวคือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. 2519ที่ใช้บังคับอยู่ได้กำหนดวิธีคำนวณจ่ายบำเหน็จปกติให้แก่ลูกจ้างประจำที่ต้องออกจากงานเพราะเหตุยุบตำแหน่งหรือถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด โดยให้มีจำนวนเท่ากับค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาทำงาน แต่จำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์โดยมิได้นำเงินค่าครองชีพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างมารวมคำนวณด้วย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 12 ได้รับค่าครองชีพเดือนละ 300 บาท

โจทก์อื่นนอกจากนี้ได้รับค่าครองชีพเดือนละ 400 ลาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ตามสิทธิพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันที่เลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสิบสองสำนวนให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. 2519 มาใช้บังคับเพราะโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างประจำของจำเลยตามระเบียบดังกล่าวโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หากศาลฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยโจทก์ก็ไม่มีสิทธินำค่าครองชีพมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินบำเหน็จเพราะค่าครองชีพไม่ใช่ค่าจ้างตามระเบียบดังกล่าวข้อ 5 ซึ่งได้บัญญัติความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า ค่าจ้างอัตราปกติตามอัตราที่กำหนดจ่ายให้สำหรับการทำงานในระยะเวลาตามปกติ และหมายความรวมถึงเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.)ด้วย

หากศาลฟังว่าโจทก์มีสิทธินำค่าครองชีพมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินบำเหน็จโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 7 ก็มีอายุงานเพียง 8 ปี 7 ปี 9 ปี และ 6 ปี จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ 3,200 บาท 2,800 บาท 2,700 บาท และ 2,400บาท ตามลำดับ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จที่ขาดให้โจทก์ทั้งสิบสอง พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าคำให้การของจำเลยชัดแจ้ง ไม่ได้ขัดกันดังคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเพราะจำเลยได้ยื่นคำให้การในทำนองเดียวกันนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 4896-4915/2531 ศาลก็ไม่ได้พิพากษาว่าคำให้การของจำเลยขัดกัน หรือไม่ชัดแจ้ง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำให้การขัดกันเองได้แก่คำให้การที่ยืนยันข้อเท็จจริงหลายทาง เรื่องนี้จำเลยให้การยืนยันว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย ส่วนที่ให้การต่อไปนั้นก็เป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์เป็นลำดับไป เป็นคำให้การที่ชัดแจ้งแล้วส่วนถ้อยคำตามคำให้การที่ว่าหากศาลฟังว่าอย่างไรนั้น เป็นการกล่าวอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาล หาใช่ยืนยันข้อเท็จจริงนั้น ๆ ไม่คำให้การของจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสองแล้ว แต่ปัญหาที่ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่าที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของสำนักงานกลางโรงงานกระดาษบางปะอินนั้นเมื่อโรงงานดังกล่าวมิใช่นิติบุคคล และโจทก์จำเลยรับกันว่าโรงงานกระดาษบางปะอินเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกรมโรงงานอุตสาหกรรมจำเลย ดังนี้จึงฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสิบสองนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มาโนช เพียรสนอง · ศักดา โมกขมรรคกุล · นำชัย สุนทรพินิจกิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2558

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมผู้ร้องเคยสมรสกับจำเลยที่ 3 ต่อมาเมื่อปี 2535 ผู้ร้องหย่ากับจำเลยที่ 3 และได้ตกลงสัญญาในการหย่าให้ที่ดินพิพาทตกแก่ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12715/2557

คำให้การจำเลยทั้งสิบมิได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงไม่มีประเด็นโต้เถียงว่า ผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนตามคำฟ้องหรือไม่ เพราะถือว่าจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3353/2552

คดีแพ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายจะต้องนำพยานมาสืบต่อศาลเพื่อให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานว่าพยานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน หากพยานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าศาลก็จะใช้ดุลพินิจพิพากษาให้ฝ่ายนั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4832/2550

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยถมดินและปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยจำเลยขอเช่าที่ดินส่วนที่รุกล้ำโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8917/2550

สัญญากู้เงินมีข้อความว่า จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ทั้งสอง 476,720 บาท และได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยให้การรับว่าทำสัญญากู้จริงแต่ไม่ได้รับเงินกู้ มูลหนี้ตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการยกข้อเท็จจริ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้