Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ค่าปรับรายวันตามสัญญาจ้างเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาจ้าง ซึ่งมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ดังนั้นเมื่อศาลเห็นว่าเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ดังกล่าวสูงเกินส่วนศาลย่อมให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2530 โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการซ่อมรถเข็นผู้ป่วยนอนจำนวน 10 คันตามแบบรูปและรายละเอียดแนบท้ายสัญญา ในราคา 50,000 บาทกำหนดให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2530หากจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานล่าช้า แต่โจทก์มิได้บอกเลิกสัญญาจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวัน วันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดวันแล้วเสร็จตามสัญญาจนถึงวันส่งมอบงานเสร็จหากโจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันริบหลักประกัน และเรียกเอาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำในวันทำสัญญาจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทยจำกัด สาขาบางจาก จำนวนเงิน 5,000 บาท

มอบให้โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา เมื่อครบกำหนดส่งมอบงานแล้วจำเลยที่ 1 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โดยส่งมอบรถเข็นผู้ป่วยนอนให้โจทก์เพียง 1 คันเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2530 โจทก์มีหนังสือให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการซ่อมและส่งมอบงานให้แก่โจทก์ถึง 3 ครั้งแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่22 ธันวาคม 2531 ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้ชำระเบี้ยปรับเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 587 วัน ในอัตราวันละ100 บาท เป็นเงิน 58,700 บาท ส่วนรถเข็นผู้ป่วยนอนที่เหลือจำนวน 9 คัน โจทก์ได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดโอลิมปิคประดิษฐกรรมให้เป็นผู้จัดการซ่อมเป็นเงินทั้งสิ้น 88,200 บาท สูงกว่าที่ได้ทำสัญญาไว้กับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 38,200 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1ต้องรับผิดอีกด้วย

จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 99,254.48 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าปรับให้โจทก์เป็นรายวัน แต่ที่โจทก์ขอปรับจำเลยทั้งสองรวม 587 วัน เป็นเงินรวม 58,700 บาท นั้นเห็นสมควรให้ปรับเพียง 225 วัน เป็นเงิน22,500 บาท และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะโจทก์ต้องจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดโอลิมปิคประดิษฐกรรมซ่อมรถเข็นผู้ป่วยนอนของโจทก์เป็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น 38,200 บาทพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 60,700 บาทแก่โจทก์

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สมควรกำหนดค่าปรับรายวันให้โจทก์290 วัน เป็นเงิน 29,000 บาท

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยใช้ค่าปรับและค่าเสียหายแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 67,200 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3ข้อ 22 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสองรวม 587 วันเป็นเงิน 58,700 บาท การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้โจทก์290 วัน เป็นเงิน 29,000 บาท เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าค่าปรับรายวันตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 22 เป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาจ้าง ซึ่งมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ดังกล่าวสูงเกินส่วนศาลอุทธรณ์ย่อมให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรกพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ ไพเราะ · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6779/2567

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2566

โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งหกชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชําระหนี้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์อาศัยข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามคําขอสินเชื่อ คําขอสินเชื่อธุรกิจ ประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4290/2566

สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 9.2 กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนด โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน ทั้งนี้ผู้เช่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3661/2566

จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นกรุงเทพ (BIBOR) (3 เดือน) บวกร้อยละ 3 ต่อปี และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลอนดอน (LIBOR) บวกร้อยละ 3 ต่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้