Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2101/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยถืออาวุธปืนซึ่งบรรจุกระสุนไว้แล้วจ่อไปทาง ส.เป็นการกระทำที่ไม่สมควร เป็นการเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น มิใช่วิสัยที่ปกติชนจะพึงกระทำ เมื่อ ส. ตกใจใช้มือปัดเป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่น กระสุนปืนถูก ส. บาดเจ็บสาหัส การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสแม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องเป็นการกระทำผิดโดยเจตนาขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเป็นเรื่องประมาทซึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 บัญญัติมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยไม่หลงต่อสู้ดังนี้ ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ วรรคสอง ปรับ 400 บาท ให้ยกฟ้องในข้อหาอื่น ของกลางคืนเจ้าทรัพย์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 จำคุก 2 ปี โจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และยิงปืนในหมู่บ้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่านายสมิลและไม่มีเจตนายิงปืนในหมู่บ้านฎีกาโจทก์ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หรือไม่ ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2525 เวลาประมาณ 19นาฬิกา ขณที่นายสมิลกับนางพิมพ์ภรรยาและบุตร นายผัน พูลเกตุนายสวิง ไทยบุญ กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่

ได้ยินเสียงจำเลยร้องเรียกอยู่หน้าบ้าน นายสมิลจึงลงจากเรือนมาหาจำเลย จำเลยพูดชวนนายสมิลไปบ้านจำเลย แต่นายสมิลไม่ไป จำเลยได้เอาอาวุธปืนลูกซองยาวที่ถือมาจ่อที่หน้าอกนายสมิล นายสมิลเอามือปัดตรงกระบอกปืนกระสุนปืนลั่นขึ้นถูกนายสมิลที่บริเวณโคนขา ล้มลงหมดสติ จำเลยได้ถืออาวุธปืนออกจากบ้านไป นางพิมพ์กับพวกได้นำนายสมิลส่งโรงพยาบาลจังหวัดพิจิตร แล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพิจิตรร้อยตำรวจตรีวรพล พุ่มประทีป พนักงานสอบสวนรับแจ้งแล้วออกไปตรวจที่เกิดเหตุได้หมอนกระสุนปืน 1 ชิ้น ได้ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ในคืนนั้นจำเลยเข้ามอบตัวสู้คดี นายสมิลรักษาตัวอยู่ประมาณ 6 เดือนยังไม่หายเป็นปกติจำเลยนำสืบว่า

จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก และได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รักษาความสงบภายในหมู่บ้านคืนเกิดเหตุจำเลยออกตรวจตรารักษาความสงบในหมู่บ้าน เมื่อมาถึงทางแยกเข้าบ้านผู้เสียหายเห็นเงาคนตะคุ่ม ๆ ซุ่มอยู่บริเวณกอกล้วยคิดว่าคนร้ายจึงยกอาวุธปืนส่องไปตามเงาตะคุ่ม ๆ ทันใดนั้นเงาตะคุ่มดังกล่าวได้กระโดดเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลย เป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นขึ้น 1 นัด เงานั้นล้มลงจำเลยตกใจวิ่งกลับบ้านไปเล่าเรื่องให้ภรรยาฟัง ภรรยาบอกให้ไปแจ้งความจำเลยจึงไปแจ้งความแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าผู้เสียหายมาแจ้งความแล้วจำเลยจึงมอบตัวสู้คดีที่จำเลยฎีกาข้อเท็จจริงว่า นายสมิล นางพิมพ์ภรรยานายสมิลนายผัน พูลเกตุ และนายสวิง ไทยบุญ เบิกความแตกต่างขัดกัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยไปร้องเรียกนายสมิลให้ลงมาจากบ้านนั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อร้อยตำรวจตรีวรพล พุ่มประทีป ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ได้ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และทำแผนที่ไว้ ปรากฏว่าจุดที่เกิดเหตุเป็นลานโล่งอยู่ห่างบันไดบ้านเพียง 10 เมตร มีไฟนีออนติดอยู่ที่กันสาดชานเรือนตรงหัวบันได 1 ดวง สามารถมองเห็นได้ ดังนี้ข้อที่จำเลยอ้างว่าเห็นเงาคนตะคุ่ม ๆ จึงไม่เป็นความจริง และแม้นายสมิล นางพิมพ์ นายผัน และนายสวิง จะเบิกความแตกต่างกันไปบ้างก็เป็นเพียงพลความเพราะที่เกิดเหตุเป็นลานโล่งหน้าบ้านของนายสมิล ถ้าจำเลยไม่ไปร้องเรียกเหตุใดนายสมิลจะลงมาพบจำเลยตรงลานบ้านดังกล่าว ประกอบกับจำเลยนำสืบรับว่าจำเลยใช้อาวุธปืนส่องไปทางนายสมิล นายสมิลปัดอาวุธปืนเป็นเหตุให้ปืนลั่น

ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยถืออาวุธปืนซึ่งบรรจุกระสุนไว้แล้วจ่อไปทางนายสมิลผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ไม่สมควร เป็นการเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น มิใช่วิสัยที่ปกติชนจะพึงกระทำ เมื่อนายสมิลตกใจใช้มือปัด เป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่น กระสุนปืนถูกนายสมิลบาดเจ็บสาหัส การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสที่จำเลยฎีกาอีกว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสมิลได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นข้อเท็จจริงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง จึงลงโทษจำเลยไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 นั้น

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ที่แก้ไขใหม่วรรคสามบัญญัติว่า "ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียดเช่นเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก และรับของโจร หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้" เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องเป็นการกระทำผิดโดยเจตนา แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเป็นเรื่องประมาทซึ่งกฎหมายบัญญัติมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยหลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นอนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นได้ลดโทษให้แก่จำเลยโดยเห็นว่าจำเลยนำสืบพยานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลย จึงชอบที่จะลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษจำคุกให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยมีกำหนด1 ปี นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสาท บุณยรังษี · ชูเชิด รักตะบุตร์ · โกมล อิศรางกูร ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้