Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 แต่ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการฯ สำหรับปีภาษีที่พิพาทในคดีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินมายังโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่โดยแจ้งว่าการประเมินภาษีถูกต้องแล้ว เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการฯ ที่พิพาทคดีนี้โดยระบุว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2546 ทั้งที่เป็นประจำปีภาษี 2547 แต่จำเลยที่ 1 ก็เข้าใจดีว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2547 ดังที่จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินฯ เท้าความถึงแบบแจ้งรายการฯ ที่โจทก์ยื่นดังกล่าวว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2547 และต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ จำเลยที่ 2 ก็รับพิจารณาและชี้ขาดยืนตามการประเมินโดยระบุว่าเป็นการชี้ขาดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าการมอบอำนาจและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 คำให้การของจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินฯ และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ไม่จำต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เพราะเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ นย.71901/542 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2547 และคำวินิจฉัยคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ นย.7192/314 (ที่ถูกคือ นย.71902/314) ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 529,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2548 จนถึงชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากภาษีที่พิพาทในคดีนี้คือภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 แต่ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ ดำเนินคดีแทนโจทก์เกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งการประเมิน เล่มที่ 1 เลขที่ 27 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2547 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ นย.71902/314 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 ให้จำเลยที่ 1 คืนค่าภาษีแก่โจทก์จำนวน 529,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ว่าตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี 2546 แต่ภาษีที่เป็นข้อพิพาทในคดีนี้เป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2547 โดยภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 โจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกัน ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีเจตนามุ่งฟ้องคดีสำหรับปีภาษี 2547 ไม่ถูกต้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พ.ศ.2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนั้น ทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2546 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังโจทก์ ภาษีดังกล่าวจึงเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 มิใช่ภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 อย่างไรก็ดีแม้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จะระบุว่า

โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ ฟ้องคดีในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 แต่ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษีที่พิพาทในคดีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินมายังโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ต่อมาจำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยแจ้งว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีถูกต้องแล้วตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่า

โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่พิพาทคดีนี้โดยระบุว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 ทั้งที่เป็นภาษีประจำปีภาษี 2547 แต่จำเลยที่ 1 ก็เข้าใจดีว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 ดังที่จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 เท้าความถึงแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ยื่นดังกล่าวว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 และต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยที่ 2 ก็รับพิจารณาและชี้ขาดยืนตามการประเมิน โดยระบุในหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 ว่าเป็นการชี้ขาดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 หลังจากนั้นโจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 โดยในวันเดียวกันนั้นได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายอารักษ์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนทั้งจำเลยทั้งเจ็ดก็ให้การว่า

ก่อนหน้านี้โจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 202/2546 หมายเลขแดงที่ 212/2547 ของศาลภาษีอากรกลาง จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าการมอบอำนาจและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 หากแต่เป็นความเข้าใจผิดของโจทก์ที่คิดว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จัดเก็บจากทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2546 เรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 จึงได้ระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าให้มีอำนาจดำเนินคดีในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี 2546 เมื่อประมวลข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ดำเนินคดีแทนโจทก์ในเรื่องเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 นั่นเอง

นายอารักษ์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดประการต่อไปมีว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2549 หรือไม่... เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง เนื่องจากไม่ปรากฏรายละเอียดและเหตุผลว่าโจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม แต่จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้ในปัญหานี้เพียงว่าหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ดังกล่าวมีรายการทรัพย์สินและคำชี้แจงประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและข้อกฎหมายที่อ้างอิงชัดแจ้งตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดไว้แล้วโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดมาตรฐานในการทำคำสั่งไว้สูงกว่าที่กำหนดตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

พ.ศ.2539 หนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนี้ ตามคำให้การของจำเลยทั้งเจ็ดมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่จำต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เพราะเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2)

อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดในประเด็นนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาอื่นที่จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทองหล่อ โฉมงาม · องอาจ โรจนสุพจน์ · ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้