Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2091/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อบริษัทโจทก์จ่ายเงินค่าจ้างรายเดือนให้แก่คนงาน อันเป็นเงินได้ พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) บริษัทโจทก์จึงมีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายค่าจ้าง ตามวิธีการในบทบัญญัติของมาตรา 50(1) โดยคำนวณภาษีจากจำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี หาจำต้องรอให้ครบรอบปีภาษีเพื่อให้มีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี และผู้มีเงินได้ ต้องยินยอมให้หักภาษีเสียก่อนไม่ บริษัทโจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แต่มิได้หักและนำส่งเงินภาษีนั้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 52 จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แม้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206 ลงวันที่ 15 กันยายน 2515 ข้อ 10 แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 52 เดิม เพิ่มความตอนท้ายว่า "ไม่ว่า ตนจะไดัหักภาษีไว้แล้วหรือไม่" ก็เพื่อให้ได้ความชัดเจนขึ้นเท่านั้น หาใช่มาตรา 52 เดิมมีความหมายว่า เมื่อบริษัทโจทก์ไม่ได้หักภาษีไว้ก็ไม่มีหน้าที่นำส่ง และเมื่อ ไม่ต้องนำส่งจึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ไม่ บริษัทโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 แต่มิได้หักภาษีและมิได้นำส่ง เงินภาษีนั้นตามมาตรา 52 บริษัทโจทก์จึงต้องรับผิดร่วมกับลูกจ้างผู้มีเงินได้ ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่ไม่ได้หักและนำส่ง ตามมาตรา 54 วรรคแรก และภาษีเงินได้ดังกล่าวเป็นประเภทภาษีอากรประเมิน ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดภาษีเงินได้นี้ ตามมาตรา 38 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีจาก โจทก์ได้ แม้จะยังไม่ได้ประเมินเรียกเก็บเอาแก่ลูกจ้างผู้มีเงินได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 27 ป.รัษฎากร มาตรา 38 ป.รัษฎากร มาตรา 51 ป.รัษฎากร มาตรา 52 ป.รัษฎากร มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในระหว่างปี 2511 ถึงปี 2513 บริษัทโจทก์ทำการรับเหมาก่อสร้างและจ่ายเงินค่าจ้างให้กรรมกรหรือคนงานไปตามที่เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรจำเลยที่ 1 ทำการตรวจสอบไต่สวนแล้วปรากฏดังนี้ ในปี2511 จ่ายค่าจ้างให้แก่คนงานก่อสร้าง 6,067 คน คนงานตอกเสาเข็ม781 คน เป็นเงิน 7,399,165.81 บาท ในปี 2512 จ่ายค่าจ้างให้คนงานก่อสร้าง9,606 คน คนงานตอกเสาเข็ม 30 คน เป็นเงิน 15,534,532.21 บาทและในปี 2513 จ่ายค่าจ้างให้คนงานก่อสร้าง 5,463 คน เป็นเงิน 10,590,107.50บาท โดยค่าจ้างที่จ่ายไปนั้นคนงานแต่ละคนได้รับตั้งแต่เดือนละ 420 บาทขึ้นไป และเมื่อคำนวณเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วจะได้จำนวนเงินเกินกว่า 5,000 บาท

ทุกราย ซึ่งตามประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดกรณีพิพาทถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่บริษัทโจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณที่จ่ายเลยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในการจ่ายเงินค่าจ้างแก่คนงานดังกล่าวบริษัทโจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ทุกคราวที่จ่ายหรือไม่ เห็นว่าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(1) บัญญัติให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท ฯลฯ ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังนี้คือในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายได้ผลลัพท์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายไม่ลงตัวก็มีบทบัญญัติในวรรคสองของมาตรา 50(1) นี้ กำหนดวิธีปฏิบัติไว้แล้ว ฉะนั้น เมื่อบริษัทโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้างอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) บริษัทโจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายค่าจ้างตามวิธีดังกล่าว โดยคำนวณภาษีจากจำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่า ได้จ่ายทั้งปี หาจำต้องรอให้ครบรอบปีภาษีเพื่อให้มีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี และผู้มีเงินได้ต้องยินยอมให้หักภาษีเสียก่อนตามฎีกาของโจทก์ไม่ปัญหาต่อไปมีว่า เมื่อบริษัทโจทก์มิได้หักภาษีดังกล่าวไว้ บริษัทโจทก์จึงไม่มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 52 และไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ตามมาตรา 27 หรือไม่นั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 52 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดกรณีพิพาทคดีนี้บัญญัติว่า

บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท ฯลฯ ซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงิน ดังนี้ เห็นว่าเมื่อบริษัทโจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ดังวินิจฉัยข้างต้น แต่มิได้หักและนำส่งเงินภาษีนั้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 52 กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 27 วรรคแรก ที่ว่า เงินภาษีอากรที่บุคคลใดจะต้องเสียหรือนำส่งตามบทบัญญัติในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ต้องเสียหรือนำส่งภายในเวลาตามแต่จะมีบทบัญญัติในหมวดนั้น ๆ กำหนดไว้ ฯลฯ ถ้าไม่เสียหรือนำส่งภายในกำหนดที่ว่ามานี้ ให้ผู้ต้องเสียหรือนำส่งนั้นเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่จะต้องเสียหรือนำส่ง

เว้นแต่กรณีตามอนุมาตรา (1) และ (2) ให้เสียเงินเพิ่มเพียงร้อยละ 5 และร้อยละ 10 ตามลำดับ ทั้งเงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่าภาษีอากรด้วย จึงเห็นได้ว่า ตามมาตรา 52 ผู้มีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 หากมิได้หักและนำเงินภาษีนั้นไปส่งภายในกำหนด ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แม้ภายหลังจากเกิดกรณีพิพาทคดีนี้ ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 206 ลงวันที่ 15 กันยายน 2515 ข้อ 10 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 52 คงให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำเงินภาษีนั้นไปส่งภายในกำหนดเช่นเดิม แต่เพิ่มความตอนท้ายว่า "ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่" นั้นก็เพื่อให้ข้อความชัดเจน มิให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้เสียภาษี

หาใช่มาตรา 52 เดิมมีความหมายดังโจทก์ฎีกาโต้เถียงว่า เมื่อบริษัทโจทก์ไม่ได้หักภาษีไว้ ก็ไม่มีหน้าที่นำส่ง และเมื่อไม่ต้องนำส่งจึงมีผลให้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เช่นนั้นไม่ปัญหาสุดท้ายมีว่า เมื่อเจ้าพนักงานยังมิได้ทำการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรกับกรรมการหรือลูกจ้างผู้มีเงินได้ บริษัทโจทก์จะต้องรับผิดเสียภาษีที่มิได้หักและนำส่งนั้นหรือไม่ เห็นว่าเมื่อบริษัทโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 แต่มิได้หักภาษีและมิได้นำส่งเงินภาษีนั้นตามมาตรา 52บริษัทโจทก์จึงต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง แม้เจ้าพนักงานยังมิได้ทำการประเมินเรียกเก็บเอาแก่กรรมกรหรือลูกจ้างผู้มีเงินได้ดังฎีกาโจทก์ก็ตาม

ทั้งนี้ตามบทบัญญัติในมาตรา 54 วรรคแรก ที่ว่า ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 มิได้หักและนำเงินส่ง ฯลฯ ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง ฯลฯ นั้น และเห็นว่าภาษีเงินได้ตามฟ้องอยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดภาษีเงินได้นี้ตามมาตรา 38ฉะนั้น เมื่อบริษัทโจทก์มิได้หักและนำส่งเงินภาษี และยังคงต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้อยู่ตามมาตรา 54 ดังกล่าว เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจทำการประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินภาษีนั้นจากโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจทำการประเมินคำสั่งของเจ้าพนักงานที่สั่งให้โจทก์นำเงินภาษีและเงินเพิ่มไปชำระ ตลอดทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · วิถี ปานะบุตร · ไพบูลย์ เพียรรู้จบ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4725/2565

แม้เอกสารที่โจทก์นำสืบจะเป็นภาษาต่างประเทศและไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทย แต่คู่ความสามารถส่งพยานเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นเสียแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2550

ปัญหาเรื่องการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเป็นไปโดยชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีอากรว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5857/2549

โจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย เมื่อหักแล้วต้องนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 52 และในการตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย นั้น เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8685/2543

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ต้องหักไว้ตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2541

เดิมกรมสรรพากรจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ยุติการตรวจสอบภาษีของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2532 และปี 2533 เนื่องจากเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่โจทก์ส่งมาให้ตรวจสอบภาษีถูกเพลิงไหม้จากเหตุการณ์จราจลเดือนพฤษภาคม 25…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้