Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2090/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการยึดเครื่องถ่ายเอกสารที่เช่าซื้อคืนเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเพราะจำเลยยังคงใช้เครื่องถ่ายเอกสารของโจทก์ต่อไป โจทก์จึงคิดค่าเสียหายจากการเสื่อมราคา เงินค่าเสียหายในส่วนนี้เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม มาตรา 193/30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร จำนวน 1 เครื่อง จากโจทก์ ในราคา 176,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญาจำนวน 22,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 154,000 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 14,000 บาท รวม 11 งวด โดยชำระทุกวันที่ 14 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 14 สิงหาคม 2541 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 ซึ่งต้องชำระในวันที่ 14 ตุลาคม 2541 สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารคืนซึ่งหากจำเลยที่ 1 ส่งคืน โจทก์สามารถนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าอย่างน้อยเดือนละ 7,000 บาท

นับตั้งแต่วันผิดนัดถึงวันที่โจทก์ยึดเครื่องถ่ายเอกสารคืน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542 เป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 70,000 บาท และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดี แต่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้เครื่องถ่ายเอกสารต่อไปอีกอย่างหนักจนเกินอัตรากำลังของเครื่องและไม่บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทำให้เครื่องถ่ายเอกสารทรุดโทรมเสื่อมสภาพซึ่งขณะยึดคืนเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวมีมูลค่าเพียง 10,000 บาท โจทก์คิดค่าเสื่อมราคา 110,000 บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 180,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารจากโจทก์จริง ซึ่งโจทก์ได้ออกรับประกันสินค้าให้จำเลยที่ 1 ว่า หากเครื่องถ่ายเอกสารที่เช่าซื้อชำรุดบกพร่องใช้การไม่ได้โจทก์ต้องทำการซ่อมแซมแก้ไข หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อได้เพียง 2 เดือน เครื่องถ่ายเอกสารชำรุดไม่สามารถใช้การได้ จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ซ่อมแซมแก้ไข แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถรับจ้างถ่ายเอกสารได้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์จึงไม่เป็นการผิดสัญญา ค่าเสื่อมราคาที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิอน 110,000 บาท เป็นการเรียกร้องเกินกว่าความเป็นจริงและขาดอายุความหกเดือน นับแต่โจทก์รับเครื่องถ่ายเอกสารคืนจากจำเลยที่ 1 แล้วส่วนค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท นั้น โจทก์ไม่อาจเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองได้ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจิงว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อมิต้ารุ่นดีซี 4060 ไปจากโจทก์ 1 เครื่อง ราคา 176,000 บาท ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 22,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 154,000 บาท ตกลงผ่อนชำระ 11 งวด งวดละ 14,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 14 สิงหาคม 2541 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 14 ของเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย

จ.3 และ จ.4 ภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2541 เป็นต้นมา สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 11 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารคืนแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2542 โจทก์ยึดเครื่องถ่ายเอกสารคืนได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสื่อมราคาเครื่องถ่ายเอกสารที่เช่าซื้อขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ค่าเสื่อมราคาหรือความเสียหายอันเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่เช่าซื้อที่โจทก์เรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จงใจกระทำขึ้นภายหลังจากที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541 มิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างอายุสัญญาเช่าซื้อตามมาตรา 562 และมาตรา 563 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ค่าเสียหายดังกล่าวจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายค่าเสียหายในส่วนนี้ว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน

จำเลยที่ 1 ยังใช้เครื่องถ่ายเอกสารของโจทก์ต่อไปอย่างหนักจนเกินอัตรากำลังของเครื่องถ่ายเอกสารและไม่บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทำให้เครื่องถ่ายเอกสารทรุดโทรมเสื่อมสภาพขณะที่ยึดคืนเครื่องถ่ายเอกสารมีมูลค่าเพียง 10,000 บาท ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 110,000 บาท ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการยึดเครื่องถ่ายเอกสารที่เช่าซื้อคืนเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเพราะจำเลยที่ 1 ยังคงใช้เครื่องถ่ายเอกสารของโจทก์ต่อไป ทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายเสื่อมราคาลงอย่างมาก โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายจากการเสื่อมราคานี้เป็นเงิน 110,000 บาท เงินค่าเสียหายในส่วนนี้เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันแล้ว

กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ข้อเท็จจริงปรากฎว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ภายในกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องที่โจทก์ที่เรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นความเสียหายในส่วนนี้ เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าเสียเวลา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ในประเด็นค่าเสียหายในส่วนของค่าเสื่อมราคา

โจทก์มีนายสุกิจ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายธีรศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายช่างของโจทก์เปิดความว่า เครื่องถ่ายเอกสารที่จำเลยที่ 1เช่าซื้อ จะต้องใช้ผงหมึกซึ่งเป็นวัสดุสิ้นเปลืองของโจทก์ แต่หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ไม่เคยสั่งซื้อผงหมึกจากโจทก์เลย แสดงว่าจำเลยที่ 1 ใช้ผงหมึกจากบุคคลอื่นกับเครื่องถ่ายเอกกสารทำให้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ เสียหาย เมื่อโจทก์ยึดเครื่องถ่ายเอกสารคืนมา เครื่องถ่ายเอกสารมีสภาพทรุดโทรมและเสียหายมาก หากนำออกขายจะได้ราคาเพียง 10,000 บาท แต่ถ้าทำการซ่อมแซมเปลี่ยนเครื่องอะไหล่ให้มีสภาพเดิมจะต้องเสียค่าซ่อม 110,000 บาท เห็นว่า เครื่องถ่ายเอกสารเป็นทรัพย์ที่เมื่อมีการใช้งานแล้วจะเกิดการสึกหรอสูง

ทำให้เสื่อมราคาลงอย่างรวดเร็ว ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองใช้ประโยชน์จากเครื่องถ่ายเอกสารหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วเป็นเวลา 10 เดือน นับว่าเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร เมื่อมีการใช้เครื่องถ่ายเอกสารนี้ตลอดมา น่าเชื่อว่าเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ในสภาพทรุดโทรมดังที่พยานโจทก์เบิกความ แต่ที่โจทก์ตีราคาเครื่องถ่ายเอกสารมาเพียง 10,000 บาท น่าจะเป็นราคาที่ต่ำเกินไป เพราะจากบันทึกการตรวจสภาพเอกสารหมาย จ.5 ก็ยังระบุว่า สภาพเครื่องใช้งานได้ อุปกรณ์ และอะไหล่เสื่อมสภาพตามระยะเวลาและจำนวนการใช้งาน ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงจำนวนเงินลงทุนของโจทก์กับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์บางส่วน ประกอบกับค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำนวน 50,000 บาทแล้วเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 70,000 บาท

เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์จำนวน 50,000 บาทแล้วรวมจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 120,000 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 120,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ยอดปัญญา · ชวลิต ตุลยสิงห์ · ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้