Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2089/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยแบบของสัญญาเช่าซื้อบัญญัติไว้เพียงว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" เมื่อปรากฏว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นโดยมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้เช่า และมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในช่องเจ้าของ ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นเป็นหนังสือตามแบบที่บัญญัติไว้แล้ว จึงมีผลผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามนั้น ส่วนการปิดอากรแสตมป์ในตราสารตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร ก็เป็นเรื่องของการเรียกเก็บอากรอันเป็นอีกเรื่องหนึ่งแยกต่างหาก ทั้งการไม่ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ก็มีผลเพียงไม่อาจอ้างตราสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้เท่านั้น มิใช่ว่าสัญญาที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์จะตกเป็นโมฆะไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ ในราคา 986,112 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 20,544 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มิถุนายน 2545 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 12 ประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2546 โดยในงวดดังกล่าวชำระให้เพียงบางส่วนจำนวน 614 บาท ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์คันที่ให้เช่าซื้อออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท

นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2546 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 75,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 759,514 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์ 75,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้มีการปิดอากรแสตมป์ในขณะที่ทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 680,000 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 20,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคา แต่ไม่เกิน 18 เดือน กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เพราะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า การที่โจทก์ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ทันทีในขณะทำสัญญาเช่าซื้อเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าขณะทำสัญญาเช่าซื้อสัญญายังมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วน สัญญาเช่าซื้อจึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยแบบของสัญญาเช่าซื้อได้บัญญัติไว้เพียงว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ดังนั้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า สัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นโดยมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้เช่า และมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในช่องเจ้าของ

ก็ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นเป็นหนังสือตามแบบที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติมาตราดังกล่าวแล้ว จึงย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามนั้น ส่วนการปิดอากรแสตมป์ในตราสารตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรก็เป็นเรื่องของการเรียกเก็บอากรอันเป็นอีกเรื่องหนึ่งแยกต่างหาก ทั้งการไม่ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ก็มีผลเพียงไม่อาจอ้างตราสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้เท่านั้น มิใช่ว่าสัญญาที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์จะตกเป็นโมฆะตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าใช้ราคาแทนให้โจทก์เพียงใด จำเลยที่ 2 ฎีกาว่

รถคันที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์เก่าที่ผ่านการใช้งานมาเกินกว่า 1 ปีแล้ว มีราคาตามท้องตลาดไม่เกิน 500,000 บาท ที่ศาลล่างกำหนดค่าใช้ราคาแทนให้เป็นเงินจำนวน 680,000 บาท นั้นสูงเกินไป เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อจะระบุว่า รถคันที่ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อโจทก์ใช้เงินลงทุนรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 853,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อค่าใช้ราคาแทนเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ศาลฎีกาจึงมีดุลพินิจที่จะกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรโดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ไปแล้ว 11 งวด รวมเป็นเงินประมาณ 226,000 บาท และศาลล่างทั้งสองได้กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์จำนวน 20,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 4,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ไม่เกิน 18 เดือน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์จำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้ว ประกอบกับค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์ เห็นสมควรกำหนดค่าใช้ราคาแทนให้เป็นเงินจำนวน 600,000 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า รถคันที่เช่าซื้อมีราคาตามท้องตลาดไม่เกิน 500,000 บาท นั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีข้อเท็จจริงใดมานำสืบสนับสนุนจึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ยอดปัญญา · ชวลิต ตุลยสิงห์ · ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้