Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2084/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาเช่าซื้อกำหนดว่า เมื่อผู้ให้เช่าซื้อยึดทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน แล้วนำออกขายได้เงินเท่าใดให้นำไปชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เหลือเท่าใดจำเลยยอมรับผิดในส่วนที่ขาด เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหากสูงเกินควรศาลอาจลดลงได้ ดอกเบี้ยของค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ 7อัตราร้อยละ 18 ต่อปี เป็นเบี้ยปรับและสูงเกินส่วน เห็นสมควรกำหนดให้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2529จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ซูซูกิกระบะบรรทุกไปจากโจทก์ 1 คันในราคา 207,680 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา14,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนส่ง 48 งวด งวดละ 1 เดือน เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 25 ธันวาคม 2529 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 เป็นต้นมา และไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์ยึดรถยนต์ดังกล่าวคืนเมื่อวันที่ 25 กันยายน2530 รถยนต์อยู่ในสภาพเสียหาย โจทก์นำรถยนต์ดังกล่าวออกขายให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อดังกล่าวโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 120,680 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ18 ต่อปี ในเงินต้นดังกล่าว

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ขาดจำนวน 93,680 บาท และไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ในการที่โจทก์นำรถยนต์ไปให้ผู้อื่นเช่าในอัตราเดือนละ3,000 บาท รถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ขนาดเล็กถ้าจะนำให้ผู้อื่นเช่าก็จะได้ค่าเช่าเดือนละไม่เกิน 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสื่อมสภาพเป็นเงิน 93,680 บาท ค่าเช่าที่โจทก์อ้างว่านำรถยนต์ให้ผู้อื่นเช่าได้เดือนละ 3,000 บาท มีจำนวนสูงกว่าความจริง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 28,000บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 77,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท นั้นสูงเกินไปโจทก์ควรจะได้ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 10,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดเท่านั้น นั้นเห็นว่า สัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมายจ.4 ข้อ 9 กำหนดไว้ว่า เมื่อผู้ให้เช่าซื้อยึดทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนมาได้ ผู้ให้เช่าซื้ออาจเลือกใช้สิทธิที่จะนำทรัพย์สินที่เช่าซื้อออกขายโดยเปิดเผยกับบุคคลใดเป็นราย ๆ ไปตามราคาที่ผู้ให้เช่าซื้อเห็นสมควร จำนวนเงินที่ขายได้ให้นำไปชำระค่าเช่าซื้อที่คงเหลืออยู่ หากราคาทรัพย์สินที่ขายไม่พอชำระหนี้ ผู้เช่าซื้อยอมชำระเงินจำนวนที่ยังขาดอยู่แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบ ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นวิธีการกำหนดและชดใช้ค่าเสียหายอย่างหนึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งถ้าหากกำหนดไว้สูงเกินสมควร

ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อมาได้รถยนต์มีสภาพเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็รับว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อไปชนต้นไม้ทำให้กระจกหน้าแตกและส่วนหน้ายุบ ลักษณะเช่นนี้แสดงว่าชนโดยแรงเชื่อได้ว่าสภาพรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายทรุดโทรมมากเนื่องจากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้นำไปขายในราคาเพียง100,000 บาท ต่ำกว่าราคาที่เช่าซื้อมาก โจทก์เองก็ได้ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 93,680 บาทเท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ พิเคราะห์พฤติการณ์ทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 50,000 บาท จึงเป็นจำนวนค่าเสียหายที่พอสมควรส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า

ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท สูงเกินไป ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นเห็นว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจากโจทก์เป็นรถยนต์กระบะบรรทุกมีประโยชน์ในการใช้งานรับจ้างทั่วไปโจทก์เรียกค่าใช้ทรัพย์น้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแต่ละงวด ทั้งค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 3,000 บาท คิดเป็นค่าเช่าเพียงวันละ 100 บาทเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ค่าสินไหมทดแทนในการที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ที่เช่าซื้อให้เช่าเดือนละ 3,000 บาท ตลอดระยะเวลา 9 เดือน ที่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่หลังจากผิดสัญญาเป็นเงิน 27,000 บาท จึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมกันใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในค่าเสียหายที่เกี่ยวกับการใช้ราคารถยนต์และค่าสินไหมทดแทนในการใช้ประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ที่สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 7 ระบุว่าถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดก็ดี หรือผู้เช่าซื้อจะต้องชำระเงินใด ๆ แก่เจ้าของตามสัญญาประการใดประการหนึ่งก็ดี หรือผู้เช่าซื้อจะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาประการหนึ่งประการใดก็ดี ผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยสำหรับเงินค้างชำระและหรือค่าเสียหายนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี

นั้นเป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่ง มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ทางได้เสียทั้งหลายของโจทก์และค่าเสียหายที่ได้กำหนดให้โจทก์ไปแล้ว เบี้ยปรับที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดยังคงสูงเกินส่วน เห็นสมควรกำหนดลดลงเป็นอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 77,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · บุญศรี กอบบุญ · เสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้