Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2083/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่ชำระหนี้ให้จำเลยตามสัญญาซื้อขายกิจการและทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดให้สัญญาเลิกกันทันทีในกรณีที่โจทก์ไม่ชำระหนี้จำนวนใดจำนวนหนึ่ง จำเลยจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นถ้าโจทก์ไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยก็บอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 แต่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 387 สัญญาจึงยังไม่เลิกกัน ต่อมาโจทก์นำแคชเชียร์เช็คไปชำระหนี้ให้จำเลยแต่ไม่พบ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรศัพท์นัดให้จำเลยพบกับโจทก์ แต่จำเลยไม่มาตามนัด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนี้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาได้ และโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่สถานะ เดิม.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายกิจการและทรัพย์สินโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 150,000 บาทที่ได้รับไปจากโจทก์ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจำเลยให้การว่า จำเลยได้รับเงินจากโจทก์เพียง 130,000 บาทจำเลยไม่ต้องคืนเงินดังกล่าว เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินที่เหลือ จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 24 เมษายน 2527 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาว่า จำเลยทำสัญญาขายกิจการบริษัทเอ็ม.เอ.กำจัดแมลง จำกัด รวมทั้งทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวให้โจทก์ และได้รับเงินมัดจำจากโจทก์จำนวนหนึ่งในปัญหาที่ว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายและต้องคืนเงินที่ได้รับจากโจทก์เพียงใดหรือไม่นั้น เอกสารหมาย จ.3 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4666/2527 ของศาลแขวงพระนครใต้เป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งมีใจความสำคัญว่าโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยแล้ว110,000 บาท

โจทก์จ่ายให้ในวันทำสัญญา 40,000 บาทและหลังจากวันทำสัญญาแล้ว 15 วัน จะต้องจ่ายอีก 50,000 บาท บันทึกดังกล่าวลงวันที่ 6 ธันวาคม 2526 โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยในวันที่ 6 ธันวาคม 2526 เป็นเงิน 40,000 บาท จึงฟังได้ว่าวันที่ 6 ธันวาคม 2526 เป็นวันทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเพราะบันทึกระบุข้อความชัดว่าจ่ายในวันทำสัญญา 50,000 บาทวันทำสัญญากับวันทำบันทึกดังกล่าวจึงเป็นวันเดียวกัน หาใช่โจทก์จำเลยตกลงจะทำสัญญากันในวันที่ 12 ธันวาคม 2526 ครั้นถึงวันดังกล่าวจำเลยบิดพริ้วไม่ยอมทำสัญญาดังที่โจทก์กล่าวอ้างไม่เมื่อเป็นดังนี้ข้อความในบันทึกที่ระบุว่าโจทก์จะต้องจ่ายเงินหลังจากวันทำสัญญา 15 วัน

อีก 40,000 บาท จึงหมายความว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้จำเลยในวันที่ 21 ธันวาคม 2526 อีก50,000 บาท ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่นำเงิน 50,000 บาท ไปชำระให้จำเลยในวันที่ 21 ธันวาคม 2526 จึงถือว่าโจทก์ไม่ชำระหนี้ให้จำเลยตามสัญญา อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยนี้มีข้อกำหนดให้สัญญาเลิกกันทันทีในกรณีที่โจทก์ไม่ชำระหนี้จำนวนใดจำนวนหนึ่ง ดังนั้น กรณีนี้จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 กล่าวคือ จำเลยจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้น ถ้าโจทก์ไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยก็บอกเลิกสัญญาได้ ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวแต่ประการใดเลย

ทั้งยังไม่เคยบอกเลิกสัญญากับโจทก์ด้วย ดังนั้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2526 นั้น สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่เลิกกัน ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2526 โจทก์นำแคชเชียร์เช็คเอกสารหมาย จ.4 จำนวนเงิน 50,000 บาท ไปชำระให้จำเลยแต่ไม่พบ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลบางนาตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.4 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4666/2527 ของศาลแขวงพระนครใต้ ร้อยตำรวจโทดิเรก บุญสนธิพยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อพยานรับแจ้งความแล้วได้โทรศัพท์นัดให้จำเลยพบกับโจทก์ที่สถานีตำรวจนครบาลบางนา ในวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อถึงกำหนดนัดจำเลยไม่มาตามนัดคงมาแต่โจทก์ เมื่อเป็นดังนี้จึงเห็นได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้โจทก์โดยการโอนกิจการและทรัพย์สินตามสัญญาซื้อขายให้โจทก์ทั้งที่โจทก์ชำระราคาแล้วโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาตามหนังสือเอกสารหมาย จ.1 แล้ว โจทก์จำเลยจึงต้องกลับคืนสู่สถานะเดิมโดยจำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับไปจากโจทก์ทั้งหมดให้โจทก์..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ศักดา โมกขมรรคกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2561

แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ก็ไม่อาจถือว่าสัญญาเช่าซื้อต้องเลิกกันทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามสัญญาข้อ 6 เพราะอาจมีกรณีผู้ให้เช่าซื้อผ่อนผันการผิดนัดงวดนั้นดังที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11036/2553

สัญญาจะซื้อจะขายกำหนดวันชำระราคาและจดทะเบียนโอนว่าประมาณเดือนตุลาคม 2544 ไม่แน่ชัดว่าเป็นวันใดซึ่งอาจเป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนตุลาคม จึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จำต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2549

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและอาคารของโจทก์ ซึ่งตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยครอบครองที่ดินและอาคารโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยยังโต้แย้งกันด้วยว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2545

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวกัน ต่อมาจำเลยปลูกสร้างตึกแถวเสร็จพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลย ทั้งโจทก์ยังขอร้องให้จำเลยช่วยบอกขายตึกแถวดังกล่าวให้ด้วย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3753/2540

ตามสัญญากู้ยืมจำเลยที่1มีหน้าที่จะต้องชำระดอกเบี้ยของเงินกู้ที่เบิกไปจากโจทก์ทุกวันทำการสิ้นเดือนของทุกเดือนหากผิดนัดชำระเงินงวดหนึ่งงวดใดถือว่าจำเลยที่1ผิดนัดในจำนวนหนี้ทั้งหมดโดยหนี้ทั้งหมดตามสัญญาเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้