คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 86, 91, 157, 162
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 จึงไม่มีความผิดตามฟ้องด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงผู้ตรวจสอบบัญชีงบดุลร้านสหกรณ์หัวหิน จำกัด ได้แจ้งต่อที่ประชุมกรรมการร้านสหกรณ์หัวหิน จำกัด เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2521 ว่า โจทก์ทำเงินขาดบัญชีจำนวน 111,000 บาทและทำสินค้าขาดหายไปเป็นจำนวนเงิน 64,000 บาท กับต้องรับผิดในเงินกำไรที่ควรได้จำนวน51,000 บาทนั้น ก็สืบเนื่องมาจากที่จำเลยทั้งสามดังกล่าวตรวจพบข้อผิดพลาดของบัญชีร้านสหกรณ์หัวหิน
จำกัด จึงไม่เป็นการกระทำโดยมิชอบอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 โจทก์นำสืบลอยๆ ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ร่วมกันทำรายการสินค้าขาดบัญชีเอกสารหมาย จ.5 เป็นเท็จให้แก่พนักงานอัยการเป็นหลักฐานดำเนินคดีกับโจทก์ เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงรายการสินค้าที่ระบุว่าขาดหายไปเท่านั้น และไม่มีจำเลยคนใดซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเอกสารและรับรองเอกสารดังกล่าว อันเป็นการพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
ที่โจทก์ฎีกาว่าพฤติการณ์ต่างๆ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการโดยมิชอบ และมีมูลที่ศาลจะรับพิจารณาต่อไป จำเลยที่ 1 และจำเลยอื่นร่วมกันทำเอกสารหมาย จ.5 ขึ้นตามหน้าที่ของจำเลยที่1 และที่ 2 เพื่อรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวอันเป็นความเท็จนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกฎีกาโจทก์.