Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2079/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ธนาคารโจทก์เจตนาฝ่าฝืน พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 โดยธนาคารโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทป.และบริษัทส.โดยโจทก์จัดตั้งและจดทะเบียนบริษัททั้งสองดังกล่าวขึ้นมาแล้วให้พนักงานที่โจทก์ไว้วางใจเป็นผู้ถือหุ้นแทน จึงเป็นการที่ธนาคารโจทก์มีหุ้นในบริษัทจำกัดป. และส.เกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัททั้งสอง อันเป็นการต้องห้ามโดยบทกฎหมายดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง การถือหุ้นของธนาคารโจทก์ในบริษัทป. และ บริษัทส.จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 เดิม ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์เข้าถือหุ้น ในบริษัททั้งสองดังกล่าว แม้การที่ธนาคารโจทก์ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทอื่นเป็นการ ถือหุ้นโดยมิชอบและตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่จำเลยซึ่งเป็นพนักงาน ของโจทก์ดำเนินธุรกิจให้โจทก์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงิน และทรัพย์สินของธนาคารโจทก์ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยมิชอบอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้อง รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ธนาคารโจทก์ จำเลยร่วมกับพวกดำเนินการทางธุรกิจโดยมิชอบจนมีการขาย ที่ดินให้แก่บริษัทร.เป็นเหตุให้ธนาคารโจทก์ได้รับความเสียหายการที่บริษัทร.ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีนำที่ดินดังกล่าวทั้งหมดมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ที่โจทก์ฟ้องบริษัทป.ที่ธนาคารโจทก์เข้าถือหุ้นเป็นจำเลยเป็นกรณีที่โจทก์ได้รับจำนองที่ดินดังกล่าวไว้เพื่อเป็นประกัน การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ไม่ใช่โจทก์ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนมาแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์โดยมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารเงินและวิเทศธน กิจ มีอำนาจหน้าที่ในการวางแผนบริหารงานบริหารหลักทรัพย์ กำกับ ควบคุม ดูแลและติดตามสถานะการเงินของโจทก์ทั้งระบบและอื่น ๆ และจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด พ.ศ. 2533 ฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2533 โดยเฉพาะหมวดที่ 5 ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัยคือ พนักงานลูกจ้างทุกคนต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาและต้องดูแลระวังรักษาทรัพย์สินของโจทก์ ไม่จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย โจทก์มีทรัพย์สินหลายประเภทโดยเฉพาะการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ที่เรียกว่าบริษัทในเครือของโจทก์ได้แก่บริษัทประธานการค้า

จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเซรามงค์ จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด โดยบริษัทประธานการค้า จำกัด มีทรัพย์สินเป็นที่ดินมีโฉนดรวม 6 แปลง และโรงงาน ตลอดจนเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกิจการ ซึ่งที่ดินมีราคารวมทั้งสิ้นประมาณ 620,400,000 บาทในวันที่ 11 มกราคม 2538 บริษัทประธานการค้า จำกัด เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 908,807,556.49 บาท เนื่องจากบริษัทประธานการค้า จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด เป็นหนี้โจทก์จำนวนมาก โจทก์มีความประสงค์จะขายหุ้นทั้งสองบริษัทเพื่อแปลงสินทรัพย์ที่มีภาระเป็นสินทรัพย์ที่เป็นตัวเงิน จึงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการติดต่อหาผู้ซื้อหุ้นในบริษัททั้งสอง แต่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยจำเลยได้นำหุ้นของทั้งสองบริษัทดังกล่าวไปโอนขายให้แก่บริษัทบอลแคป

จำกัด ในราคา 802,085,217 บาท โดยโจทก์จะได้รับชำระค่าหุ้นต่อเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด ได้รับตราสารโอนหุ้นอย่างถูกต้อง เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2537 โจทก์โอนหุ้นทั้งหมดของทั้งสองบริษัทให้แก่บริษัทบอลแคป จำกัด เพื่อปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยได้ทำขึ้นจำเลยย่อมทราบดีว่าเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด เข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองแล้วบริษัทบอลแคป จำกัด ย่อมมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะจัดการกับทรัพย์สินอันได้แก่ที่ดินและโรงงานตลอดจนเครื่องจักรของทั้งสองบริษัทได้อย่างเต็มที่โดยจำเลยจะต้องมีภาระหน้าที่ระมัดระวังในเรื่องนี้เพราะหากบริษัทบอลแคปจำกัด ไม่ชำระค่าหุ้นที่ซื้อขายดังกล่าวข้างต้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นอย่างมาก แต่จำเลยหาได้จัดการระมัดระวังเช่นนั้นไม่

กลับปล่อยปละละเลยด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือจงใจให้มีการโอนหุ้นของทั้งสองบริษัทให้แก่บริษัทบอลแคป จำกัด ทั้ง ๆ ที่โจทก์ยังมิได้รับชำระราคาค่าหุ้น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายกล่าวคือเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด ได้รับโอนหุ้นแล้วบริษัทบอลแคป จำกัด ได้ดำเนินการก่อให้เกิดภาระผูกพันในทรัพย์สินของบริษัทประธานการค้า จำกัด โดยแก้ไขอำนาจกรรมการของบริษัทประธานการค้า จำกัด แต่งตั้งบุคคลของบริษัทบอลแคป จำกัด เข้าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทประธานการค้า จำกัด ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2537 (ที่ถูกเป็นวันที่ 10 สิงหาคม 2538) และวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 กรรมการบริษัทดังกล่าวได้นำที่ดินทั้ง 6 แปลง ของบริษัทประธานการค้า

จำกัด ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่นายพรเทพ ปิยวัฒนเมธารวมเป็นเงินจำนวน 35,120,000 บาท วันที่ 1 สิงหาคม 2539กรรมการบริษัทดังกล่าวได้นำที่ดินทั้ง 6 แปลง ไปจดทะเบียนขายให้แก่บริษัทรัตนวิกิจ จำกัด เป็นเงิน 250,000,000 บาท จากการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์สูญเสียทรัพย์สินซึ่งเป็นหลักประกันหนี้ของโจทก์คือ ที่ดินทั้ง 6 แปลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 620,400,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวต่อโจทก์ นอกจากนี้จำเลยได้รายงานต่อโจทก์ว่าขายหุ้นไปในราคา 941,287,208.93 บาท หรือ 37.47 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ โดยบริษัทบอลแคป จำกัด จะนำเงินจำนวน 370,000,000 บาท เข้าฝากยังธนาคารต่างประเทศที่เมืองนิวยอร์คหรือเมืองซูริคในนามโจทก์ แต่โจทก์จะถอนเงินดังกล่าวไม่ได้จนกว่าจะครบ 10 ปี และเมื่อครบ 10 ปี

จำนวนเงินในบัญชีที่โจทก์จะเบิกถอนได้จะมีจำนวน 941,287,208.93 บาทซึ่งถือเป็นราคาหุ้นของทั้งสองบริษัท และจำเลยได้เสนอโจทก์อีกว่าเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด ซื้อหุ้นของทั้งสองบริษัทแล้วโจทก์จะต้องให้บริษัทประธานการค้า จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด กู้ยืมเงินอีกจำนวน 9 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ หรือประมาณ 230,000,000 บาท ครั้นเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด รับโอนหุ้นและเข้าบริหารกิจการของทั้งสองบริษัทแล้วโจทก์ได้ให้สินเชื่อแก่บริษัทประธานการค้า จำกัด บางส่วนเป็นเงินจำนวน 75,000,000 บาท ตามที่จำเลยเสนอการให้สินเชื่อดังกล่าวจำเลยย่อมทราบดีว่าเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด เข้าถือหุ้นและเข้าบริหารในบริษัทประธานการค้า

จำกัด แล้วเงินที่โจทก์ให้สินเชื่อไปย่อมตกได้แก่บริษัทบอลแคป จำกัด ในอันที่จะนำเงินนั้นไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่จำเลยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการโอนขายหุ้นย่อมจะต้องแจ้งให้โจทก์ชะลอหรือระงับการให้สินเชื่อจนกว่าโจทก์จะได้รับเงินค่าหุ้นหรือมีหลักประกันในการได้รับชำระเงินค่าหุ้นที่แน่นอนก่อนแต่จำเลยได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบ เป็นเหตุให้โจทก์ให้สินเชื่อจำนวนดังกล่าวไป ทั้ง ๆ ที่จนปัจจุบันบริษัทบอลแคป จำกัด ก็ยังมิได้ชำระค่าหุ้นให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินจำนวน 75,000,000 บาท จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ด้วย

ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 695,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน93,120,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ถือหุ้นในบริษัทประธานการค้า จำกัด หรือบริษัทเซรามงค์ จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ข้อเท็จจริง ตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัททั้งสองดังกล่าว และปรากฏจากคำเบิกความของนายดิลก กลินณศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และคำเบิกความของจำเลยว่าโจทก์จัดตั้งและจดทะเบียนบริษัททั้งสองขึ้นมาโดยให้พนักงานที่โจทก์ไว้วางใจเป็นผู้ถือหุ้นแทน ทั้งปรากฏว่าบริษัทประธานการค้า จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2524 และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2533 ซึ่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พ.ศ. 2505 มาตรา 12 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 มาตรา 10 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการดังต่อไปนี้ (5) ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น" ธนาคารพาณิชย์ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 พ.ศ. 2528 มาตรา 5 และมาตรา 15 ตามลำดับ นอกจากธนาคารผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 44 แล้วธนาคารผู้ฝ่าฝืนยังมีความผิดตามมาตรา 46 ถ้าเป็นกรณีการกระทำความผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละสองพันบาทตลอดเวลาที่ยังกระทำการฝ่าฝืนอยู่และมาตรา 46 ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2)

พ.ศ. 2522 มาตรา 21 บัญญัติให้ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ใดกระทำความผิดตามมาตรา 44 กรรมการของธนาคารพาณิชย์นั้น หรือบุคคลใดที่รับผิดชอบในการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับอันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น การที่โจทก์ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทประธานการค้า จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด จึงเป็นการมีหุ้นในบริษัทจำกัดเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัททั้งสองเช่นนี้ เห็นได้ว่าโจทก์มีเจตนาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามโดยบทกฎหมายดังกล่าวอย่างชัดแจ้งการถือหุ้นของโจทก์ในบริษัทประธานการค้า

จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 บรรพ 1 เดิมที่ใช้บังคับในขณะนั้นคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ดูแลด้านการเงินของโจทก์และดูแลลูกค้าในการกู้ยืมเงินจากโจทก์ การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวมีเจตนาร่วมกันที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เช่น โจทก์โดยนายเกริกเกียรติได้ให้บริษัทประธานการค้า จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน 210,000,000 บาท เพื่อไปซื้อทรัพย์สินของบริษัทอุตสาหกรรมโมเสดไทย จำกัด เมื่อบริษัทประธานการค้า จำกัด เข้าบริหารกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมโมเสดไทย

จำกัด ในเวลาต่อมาโดยคณะผู้บริหารที่นายเกริกเกียรติส่งไปก็ประสบการขาดทุนตลอดมาคิดถึงวันที่ 11 มกราคม 2538 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 908,807,556.49 บาท ส่วนบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด นับแต่เข้าบริหารกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมเสถียรภาพ จำกัด โดยคณะผู้บริหารที่นายเกริกเกียรติส่งไปเช่นกัน ก็ประสบการขาดทุนตลอดมาเช่นเดียวกัน คิดถึงวันที่ 11 มกราคม 2538 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 32,479,652.44 บาท และเมื่อนายเกริกเกียรติกระทำการแทนโจทก์มอบให้จำเลยไปดำเนินการขายหุ้นและทรัพย์สินของบริษัทประธานการค้า จำกัด กับบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด ให้แก่บริษัทบอลแคป จำกัด ตามข้อเสนอของนางสาวประภาศรีและจำเลย โดยบริษัทบอลแคป

จำกัด ชำระหนี้ด้วยเช็คเอกสารหมาย จ.16 เป็นจำนวน 37,471,624.56 ดอลล่าร์ สหรัฐ เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวไม่ได้ผู้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์คือบริษัทบอลแคป จำกัด ผู้สั่งจ่ายทั้งที่บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียนเพียง 50,000 บาท เท่านั้น ซึ่งไม่มีทางที่จะชำระเงินตามเช็คดังกล่าวได้ และบริษัทประธานการค้า จำกัด ผู้สลักหลังซึ่งเป็นหนี้โจทก์อยู่ก่อนแล้วจำนวนมากถึง 908,807,556.49 บาท อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยนายเกริกเกียรติ นายราเกซ นายสุชา และนางสาวประภาศรี มีเจตนาร่วมกันดำเนินการตามเอกสารหมาย จ.10 จ.13 และ จ.17 โดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์จะไม่ได้รับชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.16 อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหลังจากจำเลยทำบันทึกเอกสารหมาย

จ.22 ยกเลิกสัญญาซื้อขายหลักตามเอกสารหมาย จ.13 แล้วปรากฏว่าบริษัทบอลแคป จำกัด ได้โอนหุ้นของบริษัทประธานการค้า จำกัด หรือบริษัทเซรามงค์ จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด คืนให้แก่โจทก์เป็นการโอนคืนในลักษณะโอนลอย โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนทั้งไม่ปรากฏว่าจำนวนเงินที่บริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด นำที่ดิน 2 แปลงไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของบริษัทประธานการค้า จำกัด จำนวน 75,000,000 บาทและจำนวนเงินที่บริษัทประธานการค้า จำกัด นำที่ดิน 6 แปลง ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของตนเองจำนวน 18,120,000 บาทนั้นมีการนำเข้าบัญชีของบริษัทประธานการค้า จำกัด แต่อย่างใด นอกจากนี้เงินจำนวน 17,000,000 บาท ที่บริษัทประธานการค้า

จำกัด ขึ้นเงินจำนอง และเงินจำนวน 250,000,000 บาท ที่บริษัทประธานการค้า จำกัด ขายที่ดิน6 แปลง ซึ่งเงินสองจำนวนหลังนี้เกิดขึ้นภายหลังจากมีการโอนหุ้นลอยคืนให้แก่โจทก์แล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีการนำเข้าบัญชีของบริษัทประธานการค้า จำกัดหรือบัญชีของโจทก์แสดงให้เห็นว่า จำเลย นายเกริกเกียรติและนายพรเทพ ร่วมกันกระทำการทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทประธานการค้า จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด อันเป็นการถือหุ้นโดยมิชอบแต่จำเลย นายเกริกเกียรติและนายพรเทพ กับพวก ได้กระทำการซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินและทรัพย์สินของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ของตนโดยมิชอบ อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดเพียง 93,120,000 บาท

เท่านั้นย่อมเป็นผลดีแก่จำเลยมากอยู่แล้วที่จำเลยอ้างว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โจทก์ได้ฟ้องบริษัทประธานการค้า จำกัด หรือบริษัทเซรามงค์ จำกัด ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 19787/2539 ด้วยจำนวนทุนทรัพย์ 1,038,541,115.52 บาทและต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2540 ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล และบริษัทรัตนวิกิจ จำกัด ซึ่งเป็นบุคคภายนอกยอมตนผูกพันเข้าทำสัญญาค้ำประกันสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยนำที่ดิน 6 แปลง ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.9ให้โจทก์นำไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจำเลยไม่ได้กระทำโดยประมาทและโจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายแต่ศาลแรงงานกลางมิได้ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยนั้น

เห็นว่าเมื่อจำเลยร่วมกับพวกดำเนินการทางธุรกิจโดยมิชอบจนมีการขายที่ดินให้แก่บริษัทรัตนวิกิจ จำกัด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายการที่บริษัทรัตนวิกิจ จำกัดนำที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับจำนองที่ดินทั้ง 6 แปลง ไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนมาแต่อย่างใดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · เสมอ อินทรศักดิ์ · กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้