Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อให้เกิด ความเสียหายแก่อาคารของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้เลือกจ้าง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 และในระหว่างการก่อสร้าง อ. กรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ไปสังเกตการณ์ทุกวัน ดังนี้ พฤติการณ์ ที่จำเลยที่ 1 ได้ไปควบคุมดูแลการก่อสร้างตลอดเวลาและ มีข้อสัญญาที่ให้จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาได้หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่ง ที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์ให้ร.เช่าอาคารของโจทก์และต่อมาร. เลิกเช่าอาคารเนื่องจากการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคารที่ร.เช่าจากโจทก์ดังนี้ ค่าเช่าที่โจทก์ไม่ได้รับเนื่องจากร. บอกเลิกการเช่าจึงเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ได้ หนี้ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจ แบ่งแยกได้จึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์และฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบ มาตรา 245(1)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 70,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าเดือนละ 70,000 บาท

นับแต่เดือนตุลาคม 2538 เป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 3โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าจำนวน 560,000 บาท แก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เลือกจ้างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 ในระหว่างการก่อสร้างนายอุดมได้ไปสังเกตการณ์ทุกวัน ซึ่งตามสัญญารับจ้างเหมางานการก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามเอกสารหมาย ล.2 ได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าการก่อสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องกระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับในสัญญาดังกล่าวซึ่งหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้ไปควบคุมดูแลการก่อสร้างตลอดเวลาและมีข้อสัญญาที่ให้จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาได้หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาดังกล่าวย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ได้ความจากการนำสืบของโจทก์ว่า เมื่ออาคารของโจทก์ได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกันระหว่างโจทก์กับตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ออาคารของโจทก์ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งจำเลยที่ 3 มิได้นำสืบพยานหักล้างในข้อนี้ รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจริงอันเป็นรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ออาคารของโจทก์ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงไร เห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท

เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว สำหรับค่าเสียหายในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการเช่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าเหตุที่นายรอสโซเลิกเช่าอาคารของโจทก์ เนื่องจากการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 ค่าเช่าที่โจทก์ไม่ได้รับเนื่องจากนายรอสโซบอกเลิกจึงเป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ตามกฎหมายสำหรับจำนวนค่าเช่านั้น จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ได้รับค่าเช่าเพียงเดือนละ 5,000 บาท ในข้อนี้ปรากฏว่าตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนายรอสโซดังกล่าวได้ระบุไว้ในข้อ 3 ว่า เป็นค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ส่วนอีก 65,000 บาท เป็นค่าบำรุงรักษาและบริการรายเดือน สำหรับค่าบำรุงรักษาและค่าบริการนั้นโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความชัดว่าเป็นค่าอะไรบ้างที่โจทก์เสียไป แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายอุดมว่าเฉพาะชั้นล่างอาคารของโจทก์จะให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท

ดังนั้น ค่าเช่าอาคารของโจทก์ทั้งหลังย่อมเกินกว่าเดือนละ 5,000 บาท อย่างแน่นอน จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการเช่าให้โจทก์เดือนละ 40,000 บาท เป็นค่าเสียหายที่จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ได้ในระยะเวลา 1 ปีรวมเป็นเงิน 480,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ได้อุทธรณ์ และฎีกาแต่หนี้ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้จึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245(1)

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการเช่าจำนวน 480,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนทร สิทธิเวชวิจิตร · ประสพสุข บุญเดช · สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้