Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยได้ที่ดินมาโดยบิดาจำเลยยกให้ แม้จะเป็นการยกให้ในระหว่างสมรสแต่เมื่อการยกให้มิได้ทำเป็นหนังสือระบุว่าให้เป็นสินสมรส ที่ดินจึงตกเป็นสินส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471(3) ส่วนที่มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสนั้น จะต้องเป็นกรณีที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินเป็นสินส่วนตัวโดยแจ้งชัดปราศจากข้อสงสัยแล้ว จึงไม่อาจนำอ้างมาใช้บังคับได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยต่อมาปี 2529 จำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปอยู่กับภริยาใหม่เกินกว่า 1 ปี ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร ระหว่างที่อยู่กินกับจำเลยมีสินสมรสปรากฏตามบัญชีทรัพย์สินสมรสเอกสารท้ายฟ้องรวมเป็นเงินประมาณ 174,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนและให้จำเลยแบ่งสินสมรสรวมทั้งแบ่งแยกและโอนที่ดินตามบัญชีทรัพย์สินสมรสเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ยอมก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์จำเลยให้การว่า

ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายฟ้องรายการที่ 4 ไม่มี ส่วนทรัพย์สินอื่นนอกจากนี้ก็มิใช่สินสมรสแต่เป็นทรัพย์ที่บิดาจำเลยยกให้เป็นสินส่วนตัวของจำเลย และจำเลยได้ขายสินส่วนตัวซื้อมา โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรสตามบัญชีทรัพย์สินสมรสเอกสารท้ายฟ้องรายการที่ 1ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะทรัพย์รายการที่ 5 ถึงที่ 10 หากจำเลยไม่แบ่งให้โจทก์ ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในชั้นนี้คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาแต่เพียงว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.10 เป็นสินสมรสจริงหรือไม่ ข้อนี้โจทก์นำสืบว่าทั้งโจทก์และจำเลยได้ร่วมกันบุกเบิกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันจำเลยนำสืบว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมี ส.ค.1 แล้วเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนายคำพา พาทอง บิดาจำเลย ต่อมาในปี 2529บิดาจำเลยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยกับน้องชาย จำเลยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระหว่างที่อยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์นำสืบว่า ที่ดินพิพาทได้มาโดยโจทก์จำเลยร่วมกันบุกเบิกเข้าทำประโยชน์ในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันนั้น

กลับได้ความจากนายส่วน ปัญญาสงค์ พยานโจทก์เองว่าที่ดินพิพาทเดิมบิดาจำเลยเป็นผู้ทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยกับน้องชายเข้าทำประโยชน์ต่อเข้าใจว่าบิดาจำเลยยกให้ ซึ่งความข้อนี้จึงเจือสมกับข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบ เพราะปรากฏตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.10 ว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยกับน้องชายถือสิทธิร่วมกัน ต่อมาจึงได้มีการแบ่งในนามเดิมให้กับน้องชายจำเลยไปปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนในเอกสารหมาย จ.10

ศาลฎีกาเห็นว่านอกจากพยานโจทก์จะเบิกความเจือสมกับพยานจำเลยแล้ว พยานจำเลยก็สอดคล้องรับกันกับเอกสาร จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยได้ที่ดินพิพาทมาโดยบิดาจำเลยยกให้ แม้จะเป็นการยกให้ในระหว่างสมรสแต่เมื่อการยกให้มิได้ทำเป็นหนังสือระบุว่าให้เป็นสินสมรสที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสินส่วนตัวตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3)

ที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474 วรรคสอง นั้น เห็นว่าตามบทบัญญัติที่โจทก์อ้างต้องเป็นกรณีที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวโดยแจ้งชัดปราศจากข้อสงสัยจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามที่โจทก์อ้างมาใช้บังคับได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาต้องกันมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สะสม สิริเจริญสุข · บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้