Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2007/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนส. ทนายความโจทก์ร่วมและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้วดังนั้นเมื่อฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมลงชื่อส. เป็นผู้ฎีกาซึ่งเป็นเพียงทนายความโจทก์เพียงผู้เดียวจึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาด้วย ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524มาตรา57เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่พอใจคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดที่เห็นชอบตามคำวินิจฉัยของคชก.ตำบลว่าโจทก์หมดสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนโจทก์ก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลโดยฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดกับให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนได้แต่การฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดดังกล่าวต้องฟ้องคชก.จังหวัดเป็นจำเลยด้วยทั้งนี้เพื่อให้คชก.จังหวัดได้มีโอกาสเข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์การที่โจทก์ไม่ฟ้องคชก.จังหวัดคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดก็ยังไม่ถูกเพิกถอนและมีผลบังคับอยู่โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องผู้รับโอนนาพิพาทขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดและให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนโดยลำพังได้แต่การยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับอำนาจฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทว่ามีอยู่จริงหรือไม่จึงสมควรไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 782 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคกจังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 49 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา เมื่อปี 2519โจทก์เช่าที่ดินแปลงดังกล่าวทำนาและชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยที่ 1และที่ 2 ตลอดมา ครั้นประมาณกลางเดือนเมษายน 2533 โจทก์ทราบว่าเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2532 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในราคา 1,500,000 บาทต่อมาในปีเดียวกันจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ได้โอนขายต่อให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 13 การซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่เคยแจ้งเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเชียงรากน้อยเพื่อแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะขายที่ดินที่โจทก์เช่าทำนา

พร้อมทั้งระบุราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงิน ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 โจทก์ได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเชียงรากน้อยขอซื้อที่ดินจากผู้รับโอน คณะกรรมการดังกล่าววินิจฉัยว่าโจทก์ขอซื้อที่ดินภายหลังเมื่อพ้นระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการที่ผู้ให้เช่าโอนนา จึงหมดสิทธิที่จะซื้อที่ดินจากผู้รับโอน

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานี ต่อมาคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานีได้มีคำวินิจฉัยเช่นเดียวกับคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเชียงรากน้อย โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะโจทก์ได้มีหนังสือขอซื้อนาต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเชียงรากน้อยภายในกำหนด 2 ปีนับแต่วันที่โจทก์ทราบถึงการที่ผู้ให้เช่าโอนนาแล้ว ขอให้พิพากษากลับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเชียงรากน้อยและคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลปทุมธานีและให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 782 ตำบลเชียงรากน้อยอำเภอสามโคก

จังหวัดปทุมธานีให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และระหว่างจำเลยที่ 3ถึงที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ถึงที่ 13 ให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 13โอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินราคา 1,500,000บาทจากโจทก์ หากจำเลยที่ 7 ถึงที่ 13 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 13ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1ถึงที่ 6

ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6จากสารบบความจำเลยที่ 7 ถึงที่ 13 ให้การว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 13เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 782 ตำบลเชียงรากน้อยอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยได้แลกเปลี่ยนที่ดินจากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 แต่ได้จดทะเบียนนิติกรรมเป็นการซื้อขายโจทก์ทำนาในฐานะผู้อาศัย มิใช่ผู้เช่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหรือประจำจังหวัดเพราะไม่ได้ฟ้องคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเชียงรากน้อย และคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานีเป็นจำเลยด้วยเพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวได้มีโอกาสในการต่อสู้คดีได้ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

นายเสริม อ่างบัว ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อ้างว่าเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาททำนาร่วมกับโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ และ โจทก์ร่วม อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ และ โจทก์ร่วม ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนนายสุนทร ธรรมรัตน์ ทนายความโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม2536 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้น เมื่อฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมลงชื่อนายสุนทรเป็นผู้ฎีกาซึ่งเป็นเพียงทนายความโจทก์เพียงผู้เดียว จึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาด้วย คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะคดีของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อปี 2519 โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 782 ตำบลเชียงรากน้อย

อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานีเนื้อที่ 49 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำนาต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายนาพิพาทให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ได้ขายต่อให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 13โจทก์อ้างว่าผู้ให้เช่านาขายนาโดยไม่แจ้งให้ผู้เช่านาทราบโจทก์จึงร้องขอต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเชียงรากน้อย (คชก.ตำบลเชียงรากน้อย) ขอซื้อนาพิพาทจากจำเลยที่ 7 ถึงที่ 13 ผู้รับโอน คชก.ตำบลเชียงรากน้อยพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์หมดสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนเพราะไม่ขอซื้อจากผู้รับโอนเสียภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ผู้เช่านารู้หรือควรรู้ถึงการโอนนาพิพาท

โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลเชียงรากน้อยต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานี (คชก.จังหวัดปทุมธานี)คชก.จังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้ววินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของคชก.ตำบลเชียงรากน้อย โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดปทุมธานี จึงอุทธรณ์ต่อศาลโดยฟ้องจำเลยที่ 7 ถึงที่ 13ผู้รับโอน ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดปทุมธานีและให้โจทก์มีสิทธิขอซื้อนาพิพาทจากจำเลยที่ 7 ถึงที่ 13ผู้รับโอนมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 7ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นผู้รับโอนนาพิพาทขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดปทุมธานี และให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนโดยไม่ต้องฟ้อง

คชก.จังหวัดปทุมธานีเป็นจำเลยด้วยนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 57บัญญัติว่า "คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัด แต่จะต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ คชก.จังหวัดมีคำวินิจฉัย" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดปทุมธานีที่เห็นชอบตามคำวินิจฉัยของคชก.ตำบลเชียงรากน้อยว่าโจทก์หมดสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนโจทก์ก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาล โดยฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดปทุมธานี กับให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนได้ แต่การฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ

คชก.จังหวัดปทุมธานีดังกล่าวต้องฟ้อง คชก.จังหวัดปทุมธานีเป็นจำเลยด้วยทั้งนี้เพื่อให้ คชก.จังหวัดปทุมธานีได้มีโอกาสเข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจ้งเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์การที่โจทก์ไม่ฟ้อง คชก.จังหวัดปทุมธานีขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดปทุมธานี คำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดปทุมธานีก็ยังไม่ถูกเพิกถอน และมีผลบังคับอยู่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 7 ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นผู้รับโอนนาพิพาท ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดปทุมธานี และให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนโดยลำพังได้ แต่การยกฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทว่ามีอยู่จริงหรือไม่ จึงสมควรไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่พิพากษายืน ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดุสิต เพชรปลูก · อุดม มั่งมีดี · ทวิช กำเนิดเพ็ชร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้