Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เจ้าพนักงานได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินที่ตนครอบครองอยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยยังไม่ออกจากที่ดินดังกล่าว แม้จำเลยจะเชื่อโดยสุจริตในขณะเข้าครอบครองว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของตนและที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 9 (1) และ 108 ทวิ วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่สาธารณะที่ยึดถือครอบครอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการเขต 4 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท พิเคราะห์สภาพความผิด ประกอบกับว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ยึดถือครอบครอง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินโปงฮ่องหาดตำบลหนองกุง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 100 ไร่ จดทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ใช้ประโยชน์เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ปี 2494 ต่อมาปี 2536 ทางราชการมีการสำรวจที่ดินสาธารณะและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามเอกสารหมาย จ.3 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานบุกรุกที่สาธารณะตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ โจทก์มีนายเพลิง ก่ำเกลี้ยง นายบุญรอด ค่าภู และนายอดุลย์ สุขเพิ่ม เบิกความว่า ที่ดินที่เกิดเหตุคดีนี้ที่จำเลยทั้งสองครอบครองอยู่นั้น เดิมเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นที่สาธารณประโยชน์ตามเอกสารหมาย

จ.2 ต่อมาปี 2536 มีการสำรวจที่ดินที่เกิดเหตุแล้วปรากฏว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินที่เกิดเหตุเมื่อปี 2539 ปรากฏตามหนังสือเอกสารหมาย จ.4 จำเลยทั้งสองได้ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่ยอมออกจากที่ดินที่เกิดเหตุ อ้างว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ เห็นว่า นายเพลิงเป็นผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ที่ตั้งที่ดินที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบัน ย่อมทราบถึงข้อมูลทางราชการ และข้อมูลตามความเป็นจริงเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายบุญรอดเป็นน้องชายบิดาจำเลยที่ 1 ส่วนนายอดุลย์เป็นเจ้าพนักงานที่ดินเคยรับราชการอยู่ที่สำนักงานที่ดินอำเภอน้ำพอง ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2540 ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองและไม่มีเหตุที่จะแกล้งเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง

เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับเอกสารหมาย จ.2 ที่ระบุว่าที่ดินสาธารณะโปงฮ่องหาดทิศเหนือและทิศใต้จดลำน้ำพองเปรียบเทียบกับรูปถ่ายทางอากาศเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 2 และ จ.7 แล้ว แม้เนื้อที่ดินจะแตกต่างกันบ้างแต่เนื่องจากได้ทำห่างกันเป็นระยะเวลานานหลายปี น่าเชื่อว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามเอกสารหมาย จ.2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่จำเลยทั้งสองครอบครองอยู่เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เจ้าพนักงานได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินที่ตนครอบครองอยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองยังไม่ออกจากที่ดินดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสองจะเชื่อโดยสุจริตในขณะเข้าครอบครองว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของตนและที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ก็ตาม การกระทำของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุมิตร สุภาดุลย์ · จำรูญ แสนภักดี · สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้