Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19938/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปรากฏตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสองว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองต่างมีหน้าที่ร่วมกันและช่วยกันในการคุ้มครองดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ป่าช้าหัวนาหว้า ทรัพย์สินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิให้ผู้ใดกีดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์แต่เฉพาะตัว การดำเนินการตามหน้าที่ดังกล่าวของผู้ร้องสอดคนใดคนหนึ่งย่อมผูกพันผู้ร้องสอดอีกคนหนึ่งตามที่มีหน้าที่ร่วมกัน ผลแห่งคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้น ที่แม้จะปรากฏว่าผู้ร้องสอดที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นโจทก์ฟ้องคดีก็ตาม แต่ย่อมมีผลผูกพันถึงผู้ร้องสอดที่ 1 ด้วยเช่นกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ ก่อนศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำพิพากษา ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องอีกต่อไป ศาลจังหวัดอุดรธานียกคำร้องขอของผู้ร้องสอดทั้งสอง ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ ขณะที่คดีที่ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ศาลจังหวัดอุดรธานีรับคำร้องขอของผู้ร้องสอดทั้งสองไว้พิจารณาอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6329 ซึ่งเห็นได้ว่าคดีนี้ที่ผู้ร้องสอดทั้งสองร้องสอดเข้ามา และคดีที่ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยดังกล่าวนั้น มีประเด็นพิพาทเป็นอย่างเดียวกันว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ จึงเป็นคดีเรื่องเดียวกัน การที่ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ตามมาตรา 57 (1) ถือได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยแล้ว แม้ศาลจังหวัดอุดรธานีจะสั่งยกคำร้องขอ แต่ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์และคดียังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การที่ผู้ร้องสอดที่ 2 นำคดีเรื่องเดียวกันมายื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ของศาลชั้นต้นอีก จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ 2 ไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบ และส่งผลพลอยทำให้กระบวนพิจารณาที่ดำเนินต่อมาในภายหลังจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1288/2549 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามให้ยกฟ้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และคดีถึงที่สุดไปแล้วนั้น พลอยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย เสมือนหนึ่งไม่เคยมีการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น การดำเนินคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ 2 อันจักต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และมาตรา 148 แต่อย่างใด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์จนแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ที่ป่าช้าหัวนาหว้าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี ให้ศาลจังหวัดอุดรธานีดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่นัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสองแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลจังหวัดอุดรธานีรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ระหว่างไต่สวนคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่ ศาลจังหวัดอุดรธานีอนุญาตให้ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยทั้งสี่ออกจากสารบบความ คดีคงมีข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งสอง และศาลจังหวัดอุดรธานีเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ 200,000 บาท จึงโอนคดีให้ศาลแขวงอุดรธานีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าผู้ร้องสอดที่ 2 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาคดีถึงที่สุดยืนตามศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6329 ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ที่มีการออกทับที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวก็ไม่รุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ และพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องสอดที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

คดีถึงที่สุดโดยไม่มีการฎีกา เบื้องแรกเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดที่ 1 ก่อน โดยผู้ร้องสอดที่ 1 อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่ใช่คู่ความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้น ทั้งการดำเนินคดีของผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นการกระทำโดยพลการโดยผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือเกี่ยวข้องด้วย การดำเนินคดีของผู้ร้องสอดที่ 2 และคำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันผู้ร้องสอดที่ 1 นั้น ปรากฏตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสองว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองต่างร่วมกันและช่วยกันดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ป่าช้าหัวนาหว้า ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มิให้ผู้ใดกีดกันเอาไปเป็นอาณาประโยชน์แต่เฉพาะตัว

ดังนี้ เมื่อผู้ร้องสอดทั้งสองต่างมีหน้าที่ร่วมกันในการคุ้มครองดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การดำเนินการตามหน้าที่ดังกล่าวของผู้ร้องสอดคนใดคนหนึ่งย่อมผูกพัน ผู้ร้องสอดอีกคนหนึ่งตามที่มีหน้าที่ร่วมกันดังกล่าว ผลแห่งคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว ซึ่งแม้จะปรากฏว่าผู้ร้องสอดที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นโจทก์ฟ้องคดีก็ตาม แต่ย่อมมีผลผูกพันถึงผู้ร้องสอดที่ 1 ด้วยเช่นกัน อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดที่ 2 เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า คำฟ้องของผู้ร้องสอดที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ของศาลชั้นต้นเป็นฟ้องซ้อนกับคดีนี้หรือไม่

เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จำเลยทั้งสี่ร่วมกันก่อสร้างอาคารศาลาพักศพรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ ก่อนศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำพิพากษาชี้ขาดคดีโดยจำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นที่ป่าช้าหัวนาหว้า ตำบลข้าวสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องอีกต่อไป

ศาลจังหวัดอุดรธานียกคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ ขณะที่คดีที่ผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ศาลจังหวัดอุดรธานีรับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสองไว้พิจารณาอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6329 ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ที่ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์อีก ซึ่งจะเห็นได้ว่าคดีนี้ที่ผู้ร้องสอดทั้งสองร้องสอดเข้ามา และคดีที่ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ดังกล่าวนั้น

มีประเด็นพิพาทเป็นอย่างเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ จึงเป็นคดีเรื่องเดียวกัน และการที่ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ ตามมาตรา 57 (1) ถือได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 2 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยแล้ว แม้ศาลจังหวัดอุดรธานีจะสั่งยกคำร้อง แต่ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีของผู้ร้องสอดที่ 2 จึงยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การที่ผู้ร้องสอดที่ 2 นำคดีเรื่องเดียวกันนี้มายื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2263/2548 ของศาลชั้นต้นอีก จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ 2 ไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบ และย่อมส่งผลพลอยทำให้กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการต่อมาในภายหลังจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1288/2549 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามให้ยกฟ้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และคดีถึงที่สุดไปแล้วนั้น

พลอยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย เสมือนหนึ่งไม่เคยมีการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น การดำเนินคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวของผู้ร้องสอดที่ 2 อันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีเบื้องต้นว่าการดำเนินคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 2263/2548 หมายเลขแดงที่ 1288/2549 ของศาลชั้นต้นและพิพากษายกฟ้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งสองต่อไป และมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · นพพร โพธิรังสิยากร · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศาลล่าง
ศาลแขวงอุดรธานี - นางอารีย์ โรจน์วัฒนบูลย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.399/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ366/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ429/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2854/2561

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่า มีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่า จึงจะมีการแบ่งสินสมรสว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550

ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3064/2545

การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยยื่นฟ้องขับไล่ ส. และจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ให้โจทก์ในฐานะบริวารของ ส. ออกจากที่พิพาท เมื่อโจทก์เห็นว่าตนมิใช่บริวารของ ส. แต่เป็นเจ้าของครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5783/2540

จำเลยได้ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตาม ป.วิ.พ.มาตรา 57 (3) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยให้ใช้ค่าทดแทนหากจำเลยแพ้คดี ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วม จึงเป็นกรณีท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8211/2538

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินที่เช่าเพราะครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว ทั้งโจทก์สงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายไว้ด้วย ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ยอมให้จำเลยอยู่ต่อไปจนถึง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้