Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาขายลดเช็คกฎหมายมิได้บังคับให้ทำหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ การที่จำเลยที่ 2 กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เจรจาตกลงขายลดเช็คแก่โจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 ด้วยวาจาย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์รับซื้อลดเช็คจากจำเลยที่ 1 อำนาจฟ้องของโจทก์จึงอยู่ที่ว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อลดเช็คหรือไม่ ข้อฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการขายลดเช็คไม่อาจนำมาปรับแก่กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ได้จึงเป็นข้อฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในสัญญาขายลดเช็คเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้จึงเสียเปล่าบังคับไม่ได้ แต่จำเลยที่ 3 มิได้ยกบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาแสดงโดยชัดแจ้งในฎีกาว่าเป็นกฎหมายอะไร บัญญัติไว้ว่าอย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง แม้จำเลยที่ 3 จะฎีกาว่าโจทก์รับซื้อลดเช็คเป็นการประกอบกิจการลักษณะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จะคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ได้ก็เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ตกลงค้ำประกันหนี้ทุกชนิดที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์และยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2528 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2นำเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 701,964 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง มาขายลดแก่โจทก์เมื่อเช็คถึงกำหนดปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 717,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 701,964 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการขายลดเช็คโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเช็คไปขายลดแก่โจทก์ลายมือชื่อในเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์หมายเลข 3 ในช่องผู้ค้ำประกันไม่ใช่ลายมือของจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานอย่างใดที่จะเรียกได้ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 701,964บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนนี้นับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2529 จนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์คำขอนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 717,830 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 701,964 บาท

ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 จะชำระเสร็จจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายลดเช็คตามเอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 มาทำนิติกรรมขายลดเช็คแก่โจทก์ได้ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า สำเนาตราสารดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติไว้ฉะนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2มาทำนิติกรรมขายลดเช็คแก่โจทก์ แต่สัญญาขายลดเช็คกฎหมายมิได้บังคับให้ทำหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ

การที่จำเลยที่ 2 กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอำนาจกระทำกิจการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามกฎหมาย เจรจาตกลงขายลดเช็คแก่โจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 ด้วยวาจา ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อโจทก์มีนางศรีวรรณา เจียรวัฒน์ชัยกรรมการบริษัทโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้นำเช็คของจำเลยที่ 1มาเจรจาตกลงขายลดแก่โจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 โดยมีเช็คเอกสารหมาย จ.6 และหลักฐานสัญญาขายลดเช็คเอกสารหมาย จ.5สนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 ได้มาเจรจาตกลงกับโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยที่ 3 ที่นำสืบปฏิเสธลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายลดเช็คให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายลดเช็คตามเอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์จริง เมื่อเช็คดังกล่าวเบิกเงินจากธนาคารตามเช็คไม่ได้

จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาขายลดเช็ค...ประเด็นที่ 2 ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการขายลดเช็คจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 ขายลดเช็คแก่โจทก์หรือที่โจทก์รับซื้อลดเช็คจากจำเลยที่ 1 หาใช่กรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามสัญญาที่โจทก์ขายลดเช็คแก่จำเลยที่ 1 ไม่ อำนาจฟ้องของโจทก์จึงอยู่ที่ว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อลดเช็คหรือไม่ หาได้อยู่ที่ว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการขายลดเช็คหรือไม่ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3ดังกล่าวแล้วไม่อาจนำมาปรับแก่กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ได้จึงเป็นข้อฎีกาที่ไม่เป็นข้อฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ประเด็นที่ 3 ที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางศรีวรรณาเบิกความว่า จำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาขายลดเช็คแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5 ย่อมหมายถึงว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงกับโจทก์ว่า หากเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายนั้นรับเงินจากธนาคารไม่ได้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีนับแต่วันธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์ตามที่ปรากฏข้อความในเอกสารหมาย จ.5 นั่นเอง เพราะข้อความในเอกสารหมาย จ.5 เป็นข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากจำเลยที่ 2เจรจาตกลงกับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ในกรณีที่โจทก์เบิกเงินตามเช็ค ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดแก่โจทก์นั้นไม่ได้ ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงดังกล่าวแต่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราร้อยละ 15 ต่อปีไม่เกินไปจากสิทธิที่มีอยู่ โจทก์จึงมีสิทธิกระทำได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 3ฎีกาว่า อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้จึงเสียเปล่าบังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 มิได้ยกบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาแสดงโดยชัดแจ้งในฎีกาว่าเป็นกฎหมายอะไรบัญญัติไว้ว่าอย่างไร ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ และที่จำเลยที่ 3ฎีกาว่าโจทก์รับซื้อลดเช็คเป็นการประกอบกิจการลักษณะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จะคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีไม่ได้ ยกเว้นธนาคารหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังแล้วนั้น เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ สรุปแล้วฎีกาของจำเลยที่ 3 ทั้งหมดฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · อำนวย สุขพรหม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้