Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1991/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และธนาคาร ก. ต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 และ ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินเพื่อเอาเงินแบ่งส่วนเฉลี่ยให้โจทก์และธนาคารเจ้าหนี้ เมื่อโจทก์เห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีคิดส่วนเฉลี่ยแบ่งให้โจทก์ไม่ถูกต้อง โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องคัดค้านการแบ่งส่วนเฉลี่ยนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 320 เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากการแบ่งส่วนเฉลี่ยของเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ร้องมีกรรมสิทธิในที่ดินที่ขายทอดตลาดร่วมกับจำเลยที่ 2 อยู่ 1 ใน 3 ส่วนและจำเลยที่ 2 มี 2 ใน 3 ส่วน แต่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของบุคคลอื่นต่อธนาคาร โดยมิได้แบ่งส่วนความรับผิดไว้ ต่อมาได้จำนองที่ดินที่ขายทอดตลาดนั้นให้เป็นประกันแก่ธนาคารด้วย เมื่อธนาคารฟ้องผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ยังได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้แก่ธนาคาร จึงถือได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วมกันซึ่งจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้เท่า ๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 เจ้าพนักงานบังคับคดีจะคิดส่วนเฉลี่ยให้ผู้ร้องรับผิดเพียง 1 ใน 3 ตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอบังคับคดีโดยนำยึดที่ดินโฉนดที่ 4414 ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ 2 ส่วน ผู้ร้องและนางล้วนถือกรรมสิทธิ์คนละส่วน เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 และผู้ร้องติดจำนองธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยจำเลยที่ 2 และผู้ร้องจำนองเพื่อค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดยูเนียนเคมีภัณฑ์ ซึ่งธนาคารได้ฟ้องบังคับจำนอง และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยห้างลูกหนี้กับจำเลยที่ 2 และผู้ร้องยอมร่วมกันชำระเงิน 354,264 บาท 90 สตางค์ พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคารในการบังคับคดี โจทก์ตกลงกับธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดที่ 4414 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 และผู้ร้องในคราวเดียวกันและศาลชั้นต้นอนุญาตเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาด

ได้เงิน 700,000 บาท เป็นเงินส่วนของจำเลยที่ 2 จำนวน 466,666.67 บาท ส่วนของผู้ร้อง 233,333.33 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งบัญชีส่วนเฉลี่ยการแบ่งเงินให้คู่ความทั้งสองคดีทราบ โดยแสดงรายการว่าหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6360/2510 ของธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 477,069.63 บาท จำเลยที่ 2 และผู้ร้องต้องรับผิดร่วมกันในฐานะผู้จำนองร่วม ตามจำนวนเนื้อที่ดินที่จำนองซึ่งแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วนต้องรับผิด 318,046.42 บาท ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน ต้องรับผิด 159,023.21 บาท เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 426,666.67 บาท

เมื่อหักส่วนที่จะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6360/2510 หักค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีและค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดออกแล้ว คงเหลือเงินอีก 124,265.04 บาท ซึ่งจะต้องจ่ายให้โจทก์ทั้งหมดเพราะเหลือไม่พอชำระหนี้โจทก์ ส่วนของผู้ร้องเป็นเงิน 233,333.33 บาท เมื่อหักส่วนที่จะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6360/2510 หักค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีและค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดออกแล้ว คงเหลือเงินที่จะคืนให้ผู้ร้องเป็นเงิน 61,521.58 บาทโจทก์และผู้ร้องต่างร้องคัดค้านการแบ่งส่วนเฉลี่ยดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และผู้ร้องรับผิดชำระหนี้ให้ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด คนละครึ่ง (เมื่อได้หักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีแล้ว)

หากส่วนได้ของผู้ร้องไม่พอ ก็ให้จำเลยที่ 2 ชำระจนครบ ถ้ามีเงินเหลือส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ให้โจทก์ ส่วนของผู้ร้องคืนให้ผู้ร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาว่า1. โจทก์ไม่มีอำนาจร้องคัดค้านว่าผู้ร้องต้องชำระหนี้ให้ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด เท่าใด2. ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และผู้ร้องรับผิดต่อธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด คนละครึ่งนั้นไม่ชอบข้อแรก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทั้งโจทก์และธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด ต่างก็เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 และผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินเพื่อเอาเงินแบ่งส่วนเฉลี่ยให้โจทก์และธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด เจ้าหนี้ เมื่อโจทก์เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดส่วนเฉลี่ยแบ่งให้โจทก์ไม่ถูกต้อง โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องคัดค้านการแบ่งส่วนเฉลี่ยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 320 แม้ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิซึ่งได้รับส่วนเฉลี่ยเต็มจำนวนหนี้แล้ว จะมิได้ร้องคัดค้าน ก็หาตัดสิทธิของโจทก์ที่จะร้องคัดค้านด้วยไม่ เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากการแบ่งส่วนเฉลี่ยของเจ้าพนักงานบังคับคดีข้อสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขายทอดตลาดร่วมกับจำเลยที่ 2 เพียง 1 ใน 3 ส่วน ก็ดี แต่ในการที่จำเลยที่ 2 และผู้ร้องร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชี ตามเอกสารหมาย 3 ท้ายฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6360/2510 หาได้แบ่งส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 2 และผู้ร้องไว้ไม่ การจำนองที่ดินในวันต่อมาตามเอกสารหมาย 4 และ 5 ท้ายฟ้องคดีดังกล่าว ก็เป็นแต่เพียงให้ประกันแก่ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้เป็นเจ้าหนี้เท่านั้น นอกจากนี้เมื่อธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด ฟ้องจำเลยที่ 2 และผู้ร้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชี ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ก็ยังได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

ยอมร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้แก่ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด ดังปรากฏตามสำนวนคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 6360/2510 จึงถือได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วมกัน ซึ่งจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้เท่า ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 เมื่อธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ในคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 6360/2510 มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 และผู้ร้องคนละครึ่งเท่า ๆ กัน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดส่วนเฉลี่ยให้ผู้ร้องรับผิดเพียง 1 ใน 3 จึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด คนละครึ่งนั้นจึงเป็นการชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · ธานินทร์ กรัยวิเชียร · ศิริ อติโพธิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้