Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นขณะคนร้ายลักทรัพย์คงมีแต่พยานแวดล้อมจ. พยานโจทก์คนหนึ่งซึ่งเบิกความว่าจำเลยได้นำของกลางมาขายให้จ. โดยบอกว่าผู้เสียหายให้เป็นค่าแรงก็ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและจับของกลางได้จากจ. ซึ่งชั้นจับกุมให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลักทรัพย์ด้วยตนเองและท. พยานโจทก์เองก็เบิกความว่าเห็นชายสองคนเข็นรถบรรทุกวงกบบานประตูไปจากบ้านที่เกิดเหตุโดยจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่าไม่ได้กระทำความผิดส. พยานโจทก์อีกปากเบิกความว่าเห็นจำเลยเข็นรถบรรทุกบานประตูของกลางในเวลากลางคืนซึ่งไฟฟ้ามีแสงสว่างเพียงลางๆไม่แน่นอนว่าจะเห็นคนร้ายและจำได้ว่าเป็นจำเลยและของกลางนั้นเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ส่วนว. ก็เป็นลูกจ้างจ. เบิกความขัดกับคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจ. สำหรับส. พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็ไม่ได้เป็นผู้เห็นเหตุการณ์คำพูดของสามีจำเลยก็ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์พยานโจทก์ขัดกันและเลื่อนลอยจึงไม่มีน้ำหนักพอฟังลงโทษจำเลยได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขแดงที่1117/2538 ของศาลชั้นต้นโดยเรียกจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และเรียกเด็กหญิงเบ็ญจา ครุธบึงพร้าว จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่1117/2538 ดังกล่าว เป็นจำเลยที่ 2 แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะคดีนี้เท่านั้นที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาชั้นฎีกาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 83,335(1)(3)(7) วรรคสาม, 336 ทวิ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 17,060 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335(1)(3)(7) วรรคสาม จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 17,060 บาท แก่ผู้เสียหายข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่าที่เกิดเหตุตามฟ้องเป็นบ้านทาวเฮาส์ ห้องแรกในจำนวน 8 ห้องซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และอยู่ในระหว่างตกแต่งทาสีระหว่างวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักทรัพย์บานประตูไม้สัก 10 บาน ราคา 17,000 บาท บานประตูไม้สักอัด 13 บาน ราคา 9,000 บาท และลูกกรงกลึงทำด้วยไม้16 อัน ราคา 500 บาท รวมราคา 26,500 บาท ซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่เก็บไว้ในบ้านเกิดเหตุไป ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2536ผู้เสียหายพบว่าประตูด้านหลังบ้านเกิดเหตุมีรอยถูกงัด และทราบว่าทรัพย์ดังกล่าวถูกลักจึงไปแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกสมชาย ชำนิพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหล่มสัก จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2536และวันที่ 11 ธันวาคม 2536 เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดบานประตูไม้สักอัด 13 บาน กับลูกกรงกลึงทำด้วยไม้ 13 อัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์ที่ถูกลักไปดังกล่าวจากอู่ซ่อมรถยนต์ของนายจิงไววิไล คำแก้ว เป็นของกลาง ชั้นมอบตัวและชั้นสอบสวน

จำเลยให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกระทำผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยกับพวกลักทรัพย์ตามฟ้องไปจากบ้านเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 23, 25, 26, 27 และ 28 พฤศจิกายน 2536แล้วนำบานประตูไม้สักอัด 13 บาน กับลูกกรงกลึงทำด้วยไม้ 13 อันที่ยึดได้เป็นของกลางไปขายแก่นายจิงไว โดยอ้างต่อนายจิงไวว่าเป็นทรัพย์ที่ผู้เสียหายให้เป็นค่าจ้าง ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม2536 ผู้เสียหายทราบจากนายสมจิตร คำมี ว่าสามีจำเลยต่อว่าจำเลยว่าไม่น่าลักทรัพย์ของผู้เสียหาย รวมทั้งพฤติการณ์พิรุธของจำเลย ผู้เสียหายจึงไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกระทำผิดคดีนี้จำเลยนำสืบว่า

จำเลยไม่เคยเกี่ยวข้องหรือนำของไปขายแก่นายจิงไว ตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางได้จากอู่ซ่อมรถยนต์ของนายจิงไว นายจิงไวก็รับว่าตนเป็นผู้เอาของกลางนั้นมาเองไม่มีผู้อื่นยุ่งเกี่ยวด้วยพิเคราะห์แล้ว ผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าวันที่10 ธันวาคม 2536 ได้คุยกับนายจิงไว นายจิงไวบอกว่าจำเลยบรรทุกประตูจากทาวน์เฮาส์แล้วนำไปขายให้นายจิงไวบอกว่านายจ้างจำเลยมอบเป็นค่าแรง ผู้เสียหายบอกว่าไม่เคยมอบให้จำเลยวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไปค้นบ้านนายจิงไวยึดบานประตูและลูกกรง ตามเอกสารหมาย จ.1 และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า คราวแรกผู้เสียหายแจ้งให้ดำเนินคดีกับนายจิงไวนายจิงไวชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายประมาณ 20,000 บาทพร้อมทั้งคืนบานประตูให้ด้วย และเบิกความตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่ารายการทรัพย์ที่ถูกยึดตามบันทึกการจับกุมเป็นของผู้เสียหายตั้งแต่รายการที่ 1-21 ได้คืนทุกรายการแล้ว

นายจิงไวคำแก้ว เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เห็นจำเลยกับเด็กหญิงเบ็ญจา ครุธบึงพร้าว ขนทรัพย์ของกลาง ต่อมาได้นำของกลางมาขายให้พยานโดยบอกว่าผู้เสียหายให้เป็นค่าแรง ต่อมานายจิงไวเล่าเรื่องให้ผู้เสียหายฟัง ผู้เสียหายนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยึดของกลางพยานให้การว่า ไม่ทราบว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการลักทรัพย์ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดี และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้าน ว่าไม่เคยติดต่อที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย ตามบันทึกการตรวจค้นเอกสารหมาย จ.1 จำนวน 22 รายการ พยานเข้าใจว่าเป็นของผู้เสียหาย และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 เจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกข้อความว่าพยานให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์

นายวิชัย เพชรบูรณิน ลูกจ้างนายจิงไวเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า วันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 จำเลยกับเด็กหญิงเบ็ญจานำไม้ของกลางไปขายให้นายจิงไวนายสมจิตร คำมีพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าได้แอบฟังจำเลยคุยกับนายจิตรสามีจำเลย นายจิตรพูดว่า "ทองมึงไม่น่าทำกับกูเลย กูอยู่ไม่ได้แล้ว จะต้องหนีเข้ากรุงเทพฯ"นายเสน่ห์ จันทร์สุริยะ พยานโจทก์เบิกความว่าวันที่ 28 พฤศจิกายน2536 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา เห็นจำเลยเข็นรถบรรทุกไม้บานประตูไม่ได้ทันสังเกตว่าจะมีมากหรือไม่ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตอนเห็นจำเลยไฟฟ้าริมถนนเปิดแล้วมีแสงสว่างเพียงลาง ๆ แต่จำจำเลยไม่ได้ว่าเป็นคนงานของผู้เสียหาย จำเลยใส่เสื้อสีดำ กางเกงสีอะไรจำไม่ได้นายทับทิม

วัดบุญเลี้ยง พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2536 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา เห็นชายสองคนเข็นรถบรรทุกวงกบบานประตู เห็นจำเลยนั่งอยู่ที่ทาวน์เฮาส์ห้องแรกต่อมาวันที่ 26 เดือนเดียวกันเห็นชายสองคนไม่ใช่คนเดียวกับที่เห็นคราวแรกยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนทาวน์เฮาส์ห้องที่ 2 ส่งบานประตูไม้ลงมาข้างล่างเห็นจำเลยเก็บกวาดเศษของอยู่ที่ทาวน์เฮาส์ห้องที่ 2และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะเห็นคนขนบานประตูมีคนงานอื่นรวมอยู่ด้วยประมาณ 7-8 คน ส่วนสิบตำรวจโทชม สีนวลเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ได้ร่วมกับพวกไปตรวจค้นบ้านนายจิงไวพบของกลางประมาณ 20 รายการ นายจิงไวให้การวกไปวนมาบางครั้งบอกว่ารับซื้อของกลางมาจากจำเลย

บางครั้งก็สารภาพว่าเป็นผู้ลักบานประตูด้วยตนเอง จนไม่อาจจะบันทึกคำให้การไว้ได้และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่านายจิงไวบอกว่าของกลางทั้งหมดนายจิงไวทะยอยเอามาหลายครั้ง จำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่าไม่ได้กระทำความผิด เห็นว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นขณะคนร้ายลักทรัพย์ คงมีแต่พยานแวดล้อมโดยเฉพาะนายจิงไวพยานโจทก์คนหนึ่งก็ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและจับของกลางได้จากนายจิงไว ชั้นจับกุมให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลักทรัพย์ด้วยตนเอง นายทับทิมพยานโจทก์เองก็เบิกความว่าเห็นชายสองคนเข็นรถบรรทุกวงกบบานประตูไปจากบ้านที่เกิดเหตุโดยจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องนายเสน่ห์พยานโจทก์อีกปากเบิกความว่าเห็นจำเลยเข็นรถบรรทุกบานประตูของกลางในเวลากลางคืน

ตอนเห็นไฟฟ้ามีแสงสว่างเพียงลาง ๆ จึงไม่แน่นอนว่าจะเห็นคนร้ายและจำได้ว่าเป็นจำเลยและของกลางนั้นเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ ส่วนนายวิชัยก็เป็นลูกจ้าง นายจิงไวเบิกความขัดกับคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของนายจิงไวที่ว่าเป็นผู้ลักทรัพย์ของกลางด้วยตนเองจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ สำหรับนายสมจิตรพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็ไม่ได้เป็นผู้เห็นเหตุการณ์คำพูดของสามีจำเลยก็ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ พยานโจทก์จึงขัดกันและเลื่อนลอยอีกทั้งไม่ได้ยึดทรัพย์ของกลางได้จากจำเลย แม้นายจิงไวผู้มีทรัพย์ของกลางไว้ในครอบครองยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้นำมาขายให้แต่พยานปากนี้ขณะถูกจับก็รับว่าเป็นผู้ลักทรัพย์เอง ทั้งให้การวกวนเป็นข้อพิรุธจึงไม่มีน้ำหนักพอฟังลงโทษจำเลยได้ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · เฉลิมชัย เกษมสันต์ · จุมพล ณ สงขลา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้