Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1985/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 อาศัยรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 ขับไปกระทำกิจธุระอื่นโดยมิได้มีเจตนาจะกระทำผิดฐานชิงทรัพย์มาก่อน เหตุชิงทรัพย์เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนโดยจำเลยที่ 1 ลงไปกระทำการขณะที่รถยนต์จอดเพราะการจราจรติดขัด ประกอบกับจำเลยที่ 3 ก็มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยแต่อย่างใด การชิงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายจำเรียงผู้เสียหายโดยจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการถูกจับกุมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ปรับคนละ 1,000 บาทส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่งลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 76 จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือนและปรับ 4,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาโดยอธิบดีกรมอัยการรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2527 เวลาประมาณ 12.30 นาฬิกาขณะนายจำเรียง อินรุณ ผู้เสียหายยืนรอเพื่อนหญิงอยู่บนทางเท้าปากซอยเข้าโรงเรียนพณิชยการสามเสน

ได้มีรถยนต์ตู้สีขาวที่จำเลยที่ 3 ขับขี่มาจอดห่างจากผู้เสียหายประมาณ 2 เมตร และมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 ลงจากรถตรงเข้าไปหาผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 1ใช้มือทั้งสองจับอกเสื้อผู้เสียหายพูดว่า "ขอเถอะ" พร้อมกับปลดเอาเข็มรูปกางเขน เข็มวงกลมสัญลักษณ์ของโรงเรียนช่างกลบางซ่อนเพลทสำหรับเขียนแบบกับกำไลอะลูมิเนียมผสมทองเหลืองตามบัญชีทรัพย์ของกลางเอกสารหมาย จ.2 จากผู้เสียหายไป ส่วนจำเลยที่ 2ได้ยืนอยู่ใกล้ ๆ จากนั้นจำเลยทั้งสองพากันวิ่งขึ้นรถคันเดิมที่ขับแล่นเรื่อย ๆ ไปข้างหน้า ผู้เสียหายกับเพื่อนขับขี่รถจักรยานยนต์ติดตามและแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมจำเลยทั้งสามได้และค้นได้ของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ผู้เสียหายอยู่ใต้เบาะนั่งรถยนต์จริงมีข้อวินิจฉัยว่า

จำเลยทั้งสามได้กระทำผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะตามฟ้องโจทก์หรือไม่ คดีฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ชิงทรัพย์ตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.2ของผู้เสียหายไปจริง แต่สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 นั้น คงได้ความจากผู้เสียหายเพียงว่า ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 2 มายืนข้างผู้เสียหายเท่านั้น แต่ผู้เสียหายมิได้กล่าวว่า จำเลยที่ 2 แสดงอาการหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดต่อผู้เสียหาย เพียงแต่เมื่อรถยนต์คันที่จำเลยนั่งมาเคลื่อนไปข้างหน้าก็เห็นจำเลยที่ 2 วิ่งขึ้นรถไปพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเป็นว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต่างลงจากรถ และการกระทำของจำเลยที่ 2 เท่าที่ปรากฏถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2เข้าไปช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิด

อาจเป็นดังที่จำเลยที่ 2นำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ขับรถติดสัญญาณไฟแดง จำเลยที่ 2ได้เห็นจำเลยที่ 1 ลงจากรถไปจับอกเสื้อนักเรียนช่างกลที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าจะเกิดเรื่องตีกันจึงลงไปจากรถ แต่พอไปเกือบจะถึง จำเลยที่ 1 ได้วิ่งขึ้นรถจำเลยที่ 2 จึงวิ่งขึ้นตาม นอกจากนี้ผู้เสียหายรับด้วยว่าขณะเกิดเหตุการจราจรติดขัดและจำเลยที่ 3 จอดรถต่อท้ายรถประจำทางจึงได้เห็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ลงมาจากรถ แสดงว่าจำเลยที่ 3 ได้จอดรถตรงบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่จากเหตุเพราะรถติด เมื่อจำเลยที่ 3ขับรถเคลื่อนไปได้ก็โดยสภาพคล่องตัวของการจราจร มิใช่ว่าจำเลยที่ 3กระทำการช่วยเหลือในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดจำเลยที่ 1 ก็รับในการกระทำของตนว่า

จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนรู้เห็นคดีจึงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานชิงทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี หรือไม่นั้นเห็นว่า เมื่อคดีไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะใช้รถยนต์ไปกระทำผิดแต่อย่างใด คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 อาศัยรถยนต์ไปกระทำกิจธุระอื่นเท่านั้น เหตุชิงทรัพย์คดีนี้เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนโดยจำเลยที่ 1 ลงจากรถยนต์ไปกระทำการชิงทรัพย์ ขณะที่รถยนต์จอดเพราะการจราจรติดขัด ซึ่งจำเลยที่ 1 หาได้มีเจตนาที่จะกระทำการดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับจำเลยที่ 3บุตรของเจ้าของรถยนต์ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์นั้นก็มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 คดีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1กระทำการชิงทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานชิงทรัพย์ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ถาวร ตันตราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้